แสดงความเห็นแล้วใน พฤศจิกายน 27, 2006 โดย typhoonkoon
กลุ่มเพื่อนสนิทวัยหนุ่มสาว ประมาณ 5-6 คน อาจจะแบ่งเป็นคู่แฟน หรืออาจกำลังอยู่ในขั้นเริ่มจีบกันใหม่ๆ หนึ่งในนั้นเป็นคนตลกโปกฮา ยียวนกวนประสาท สร้างสีสันให้บรรยากาศโดยรวม ผู้หญิงต้องสวยเซ็กซี่ ผู้ชายต้องมีหล่อล่ำหนึ่งคน จะให้มีมิติขึ้นมาหน่้อยก็ต้องใส่ตัวละคร “แนวๆ” หรือ “เซอๆ” เข้าไปอีกคน เป็นคนเงียบๆ แต่งตัวดำๆ ทำให้คนอื่นสงสัย (และสมัยนี้ต้องมีคนผิวดำสักหนึ่งคนเป็นอย่างน้อย) ทั้งหมดเดินทางไปเที่ยวด้วยกัน อาจจะตั้งแค้มป์ในป่า หรือไปอาศัยในบ้านพักริมทะเลสาบ ห่างไกลชุมชน จะให้คลาสสิกที่สุดต้องหลงเข้าไปในเมืองร้างที่มีตำนานการตายสยดสยอง แล้วจากนั้น…ทีละคน ทีละคน…หนุ่มสาวถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมโดยฆาตกรโรคจิต ถูกตัดหัว ควักไส้ กินทั้งเป็น ฯลฯ (แล้วแต่ความสร้างสรรค์ของฆาตกร) ท้ายที่สุดอาจจะมีผู้รอดชีวิตหนึ่งหรือสองคน (จะเป็นใคร…ก็สาวสวยเซ็กซี่กับหนุ่มหล่อคนนั้น) แต่จงอย่้านิ่งนอนใจ…ขณะที่กำลังโล่งอก นั่งพักเหนื่อยหลังหนีตายมาอย่างหัวซุกหัวซุนนั่นเอง…บางอย่าง…บางสิ่ง…มัน…
ฉะวิ้ง! (เสียงคมมีดเฉือนอากาศ)…ยังไม่ตาย!
ตัดภาพเป็นจอดำ เครดิตขึ้น
นี่คือสูตรหนัง “เขย่าขวัญ” แบบอเมริกัน ที่สร้างกันมาหลายสิบปี และยังคง “รีเทิร์นส์” เป็นระยะๆ
ไม่ใช่หนังผีแบบที่นิยมสร้างกันในยุคนี้ (อาจเรียกว่าผีตุ๊กแกซันซิลก์ ชอบไต่ผนังและมีผมดำยาวสลวย) เพราะผู้ร้ายมักเป็นฆาตกรโรคจิตที่ตายยากตายเย็น ไม่ใช่วิญญาณที่ชอบอาบน้ำเสียจนตัวซีด (เห็นชอบโผล่มาในอ่างน้ำกับก๊อกน้ำ)
หนังคลาสสิกอย่าง Psycho ของอัลเฟรด ฮิทช์ค็อก ก็จัดอยู่ในหมวดฆาตรกรโรคจิต แต่เมื่อนำหนังยุคนั้นมาเทียบกับหนังหนังฆาตกรโรคจิตในยุคนี้ [...]
Filed under: Uncategorized | 14 Comments »
แสดงความเห็นแล้วใน พฤศจิกายน 19, 2006 โดย typhoonkoon
จากการอ่านหนังสือชื่อ Party of One (ที่ขยายความว่าเป็น The Loner’s Manifesto) เขียนโดย Anneli Rufus ทำให้ได้รู้จักบุคคลน่าสนใจอีกคนหนึ่ง เขาชื่อ Pentti Linkola นักปรัชญา-นักนิเวศวิทยา (ecophilosopher) ชาวฟินแลนด์ อายุ 64 ปี
หนังสือ Party of One เขียนถึงคนหลายต่อหลายคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “ผู้รักสันโดษ” ทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่ที่เราสะดุดกับลุง Linkola เพราะหนังสือเล่าว่า ลุงแกเป็นนักปรัชญาผู้มีความรักธรรมชาติอย่างลึกซึ้งและสุดโต่ง แกเกลียดและต้องการกำจัดทุกอย่างที่เป็นสิ่งประดิษฐ์อำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีของโลกสมัยใหม่ แกคิดว่าประชากรของโลกล้นเกินถึงขั้นวิกฤต เปรียบโลกเหมือนเรือที่ตกอยู่ในอันตรายเพราะมีจำนวนผู้โดยสารมากกว่าที่ขนาดของมันจะรองรับได้ ความคิดสุดโต่งที่ทำให้หลายคนโจมตีลุง Linkola (และเรียกแกว่า “eco-fascist”
คือข้อเสนอว่า นอกจากมนุษย์จะต้องย้อนคืนสู้ยุคที่ไม่มีรถยนต์ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ไม่มีโฆษณา ฯลฯ แล้ว มนุษย์ส่วนที่เกินออกมายังจะต้องถูกกำจัดไปเสีย เพื่อความอยู่รอดของธรรมชาติในระยะยาว แกเคยพูดว่า “ตอนนี้เรายังพอมีเวลาที่จะโหดเหี้ยม หากรอนานไปกว่านี้ เราอาจไม่มีโอกาสอีกแล้ว (เพราะจะไม่มีโลกให้อยู่อีกต่อไป)”
แม้เราจะรู้สึกว่ามนุษย์คือตัวการสำคัญในการทำลายธรรมชาติ (ลุง Linkola [...]
Filed under: Uncategorized | 10 Comments »
แสดงความเห็นแล้วใน พฤศจิกายน 13, 2006 โดย typhoonkoon
หนังเรื่อง The Prestige ของคริสโตเฟอร์ โนแลน สนุกเพลิดเพลินพอสมควร
(อย่างน้อยเราก็สนุกกับมันมากกว่าตอนดู Batman Returns ของเขา)
ตัวละครที่สะดุดตาเราทันทีไม่ใช่ตัวละครหลักของเรื่อง
แต่เป็นนิโคลา เทสลา นักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ผู้สร้างเครื่อง “ย้ายร่าง” ให้แองเจียร์
เทสลามีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ ผู้รับบทเทสลาใน The Prestige คือเดวิด โบวี (ไม่ได้เห็นเขาเล่นหนังมานานแล้ว)
ชีวประวัติจริงๆของเทสลาน่าสนใจและพิลึกพิลั่นไม่แพ้บทหนังเรื่องนี้
ยิ่งเมื่อคิดเชื่อมโยงกันแล้ว
บางทีคนเขียนบทอาจจะได้แรงบันดาลใจมาจากชีัวิตของเทสลาก็เป็นได้
นิโคลา เทสลา เป็นนักประดิษฐ์ที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของศตวรรษที่ยี่สิบ
เขาเกิดในประเทศโครเอเชีย ย้ายไปอยู่อเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1884
อาจเรียกได้ว่าเขาเป็นบิดาของอุปกรณ์ไฟฟ้าและการสื่อสารไร้สาย
โดยเฉพาะวิทยุ (วิทยุไม่ได้มีผู้ประดิษฐ์คนเดียว แต่เกิดขึ้นในระยะใกล้ๆกัน
รวมถึงนักประดิษฐ์ชาวอิตาลีชื่อ Guglielmo Marconi ผู้ได้รับรางวัลโนเบลไปในที่สุด)
เมื่อนึกถึงนักประดิษฐ์คนสำคัญของโลกสมัยใหม่ ใครๆมักพูดถึงธอมัส เอดิสัน
แต่ในแง่ของการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างทุ่มเท เทสลาโดดเด่นกว่ามาก
เขาหมกมุ่นและลุ่มหลงเรื่องกระแสไฟฟ้า พยายามค้นหาหนทางใหม่ๆในการทดลองเสมอ
ในขณะที่เอดิสันเป็นนักประดิษฐ์ที่คิดถึงธุรกิจเป็นหลัก ทำทุกอย่างที่คิดว่าจะขายได้
เราไม่เคยรู้สึกว่าเอดิสันเป็นนักวิทยาศาสตร์ และในหลายแง่มุม เราไม่แน่ใจว่าเขาเป็นคนน่าสรรเสริญ
เอาเข้าจริง สิ่งประดิษฐ์หลายต่อหลายอย่างของเอดิสัน ถึงแม้จะเป็นปัจจัยชี้นำทิศทางให้กับสังคมมนุษย์ยุคใหม่
แต่ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โลกของเราตกอยู่ในอาการป่วยหนักเช่นกัน
เอดิสันเป็นตัวอย่างของคนที่มุ่งหวังแต่ความสำเร็จและมักตักตวงผลประโยชน์โดยไม่ห่วงผลกระทบระยะยาว
เขาคิดถึงแต่การแข่งขันทางธุรกิจ ไม่ได้มีใจให้กับสิ่งประดิษฐ์ของตัวเองเท่าไรนัก
(สิ่งประดิษฐ์หลายอย่างสร้างโดยพนักงานในโรงงานของเขา แต่เอดิสันเอาความดีความชอบเข้าตัวเองหมด)
เอดิสันโด่งดังจากการประดิษฐ์หลอดไฟ ริเริ่มผลิตกล้องถ่ายและฉายหนัง ฯลฯ
แต่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงบทบาทอื่นๆ เช่นการสร้างเก้าอี้ไฟฟ้าประหารชีวิตนักโทษ
เขาปลิดชีวิตสัตว์ไปหลายตัวด้วยกระแสไฟฟ้า เพื่อคะยั้นคะยอให้รัฐใช้ระบบของเขา (แทนที่จะใช้ระบบไฟ AC ของเทสลา)
ความจริงเทสลาเคยทำงานให้เอดิสันมาก่อน แต่เมื่อเขาช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับหลอดไฟให้เอดิสันสำเร็จ
เอดิสันกลับไม่ยอมให้เงินโบนัสตามที่สัญญาไว้ เทสลาจึงแยกตัวออกมา
และตั้งแต่นั้นกลายเป็นศัตรูและคู่กัดที่ไม่เคยดีกันอีกเลย
ในบั้นปลายของชีวิต เอดิสันกลายเป็นคนสำคัญของโลกตลอดกาล
ในขณะที่ชื่อของเทสลาเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้สนใจจริงๆเท่านั้น
เอดิสันได้รับการยกย่องเชิดชูว่าเป็นสุดยอดนักประดิษฐ์
แต่เทสลากลายเป็นนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องที่ออกจะพิลึกพิลั่นในสายตาคนทั่วไป
เขาตายอย่างโดดเดี่ยวเพราะหัวใจล้มเหลว ในห้องโรงแรมในนครนิวยอร์ก
เราอาจจะคิดไปเอง แต่การแข่งขันระหว่างสองนักมายากลใน The Prestige
เปรียบได้กับความขัดแย้งระหว่างเทสลากับเอดิสัน
บางที หลายครั้งผู้ชนะอาจไม่ใช่ [...]
Filed under: Uncategorized | 21 Comments »