Shorter

อาซาโน่ผมสั้นลง ดูสะอาดสะอ้านขึ้น (ตามบทในหนังเรื่องใหม่ ที่เขาต้องเล่นเป็นคนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง) ส่วนพี่ต้อม-เป็นเอก ดูเหมือนผมจะยาวขึ้น (จากเมื่อสมัยทำ Invisible Waves)
การสัมภาษณ์ที่ยาวนานตั้งแต่ประมาณสิบโมงเช้า กับสื่อประมาณสิบเจ้า (นิตยสาร ทีวี เว็บไซต์) แน่นไปด้วยคำถามซ้ำๆ บางคำถามทำให้เราต้องย้อนกลับไปรื้อฟื้นความทรงจำที่ไม่ได้แตะมาสองสามปี ความจริงการตอบอะไรซ้ำๆไม่ใช่เรื่องสนุก แต่ถ้าเครียดกับมันก็จะยิ่งอึดอัดมากขึ้น การตอบคำถามซ้ำๆแบบสร้างสรรค์ (คือเปลี่ยนวิธีตอบ หามุมมองใหม่ๆในแค่ละครั้ง หรือใช้คำที่แตกต่างไป ฯลฯ โดยยังคงไว้ซึ่งความจริง ไม่ใช่สร้างสรรค์แบบสร้างเรื่องไปเรื่อยๆ) จึงน่าจะเป็นศิลปะอย่างหนึ่งได้ การนั่งตอบกันสามคนก็ตลกดี ผ่านไปสักสามเจ้า เราก็แทบจะตอบแทนกันได้ทุกข้ออยู่แล้ว เพราะได้ยินซ้ำจนจำขึ้นใจ อาซาโน่น่าจะเจอมาเยอะกว่าพวกเรา แต่เขานิ่งมาก ควบคุมอารมณ์ให้ร่าเริงได้เท่ากันตลอดวัน

จับคนผิด จับผิดคน

นาย Dylan Avery หนุ่มน้อยจากรัฐนิวยอร์ก (เมือง Oneonta ไม่ได้อยู่บนเกาะแมนฮัตตัน) หลังจากสมัครเข้าเรียนภาพยนตร์ไม่สำเร็จ เขาคิดจะทำหนังขึ้นมาเองแก้เซ็ง (หรืออาจจะเพื่อพิสูจน์ฝีมือ) เขาเขียนพล็อตเกี่ยวกับชายผู้ตามสืบสาวเบื้องหลังอันพิสดารของโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา นั่นคือโศกนาฏกรรมตึกเวิร์ลด์ เทรด ถล่ม หรือ 9/11 ที่ทุกคนรู้จักดี
ชายผู้นี้พบว่าความจริงผู้อยู่เบื้องหลังหายนะครั้งนั้นไม่ใช่กลุ่มก่อการร้าย Al-Qaeda ภายใต้การบัญชาของนายบิน ลาเดน หากแต่เป็นการกระทำของ…รัฐบาลอเมริกัน ภายใต้การบัญชาของนายบุช!
คงจะออกมาเป็นหนังระทึกขวัญที่อื้อฉาวใช้ได้ (หรือไม่ก็ห่วยแตกจนน่าขำ)…ทว่าขณะหาข้อมูลเขียนบท นาย Dylan กลับพบว่าสิ่งที่เขาตั้งใจให้เป็น “เรื่องแต่ง” ชักจะละม้ายคล้าย “ความจริง” ขึ้นเรื่อยๆ การค้นคว้าของเขาทำให้เขาและทีมงาน (Jason Bermas กับ Korey Rowe) เชื่อมั่นในสิ่งที่ได้ข้อมูลมา จนต้องเปลี่ยนความตั้งใจที่จะทำหนังเพื่อความบันเทิง กลายเป็นหนัง “สารคดี” เปิดโปง “ความจริง” เกี่ยวกับ 9/11
และในที่สุด หนังทุนต่ำมาก (ผลิตครั้งแรกด้วยงบประมาณ 2,000 ดอลลาร์ หรือเจ็ดหมื่นกว่าบาท) ชื่อเรื่อง Loose Change ก็ปรากฏสู่สายตานักท่องอินเตอร์เน็ท และกลายเป็นหนังออนไลน์ที่มีคนเข้าไปดูมากที่สุดของ Google [...]