Sunshine Miyajima/Favourite Starbucks!

นั่งเรือข้ามฟากไปเกาะมิยาจิมาในเช้าอากาศแจ่มใส น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะคืนก่อนหน้านั้นอ่านพยากรณ์อากาศ ยังเห็นว่าจะมีเมฆหนาและฝนตก อย่างนี้นี่เองที่เขาว่ากันว่าสภาพอากาศเป็นเรื่องลึกลับและยากจะพยากรณ์ได้แม่นยำ

นี่เป็นรูปสมัยที่เราเคยนั่งเรือข้ามฝากไปเกาะเดียวกันตอนเด็กๆ สังเกตได้จากสีขาว-ดำ แปลว่าเป็นรูปโบราณโบร่ำ (โกหก)

บนเกาะมิยาจิมามีกวางเดินเล่นไปมาตามสบายหลายต่อหลายตัว รู้สึกว่ามันจะกลายเป็น “ตัวล่อนักท่องเที่ยว” ของเกาะเหมือนสถานที่สำคัญอื่นๆ คนพากันซื้ออาหารป้อนมัน ถ่ายรูปกับมัน เดินตามตูดมัน เพลิดเพลินกันพอหอมปากหอมคอ ก่อนจะเดินดูอย่างอื่น (ที่ไม่มีชีวิต) บนเกาะต่อไป (หมายเหตุ: ลองเทคนิคโฟโต้ชอปที่เป็ดสอน)

ภาพบังคับ (บังคับตัวเองให้ถ่าย)

“เห็นจนเบื่อแล้ว” มันบอก (จะว่าไป กวางแบบใกล้ๆนี่ก็เหมือนจิงโจ้ แปลก!)

นี่คือสิ่งที่มีชื่อเสียงอีกอย่างของเกาะนี้ “ทัพพีตักข้าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก” คำถามมีอยู่ว่า ถ้าทัพพีใหญ่ขนาดที่ไม่สามารถตักข้าวในหม้อได้จริงๆ มันจะยังเป็นทัพพีอยู่หรือไม่ แล้วหากมันไม่ใช่ทัพพีแล้วไซร้ ไยเรียกมันว่าทัพพี

วันนี้นั่งชินกันเซ็นมาเกียวโต เมืองโปรดที่สุดในญี่ปุ่น อากาศดีเลิศอีกเช่นกัน แทบเรียกได้ว่าร้อน

ภาพแบบนี้ไม่ได้มีแต่ในหนังสือไกด์บุ๊คหรือสารคดีส่งเสริมการท่องเที่ยวเท่านั้น (เอ…หรือเขาจ้างพระรูปนี้มายืนสร้างความทึ่งให้บรรดาชาวต่างชาติกันแน่)

อาจเป็นเรื่องน่าเศร้าเล็กน้อยที่คนเราจะมี “สตาร์บัํคส์สาขาโปรด” แต่ที่นี่คือสตาร์บัคส์สาขาที่เราชอบที่สุดเท่าที่ได้เคยไปเหยียบสตาร์บัคส์มาในโลกนี้ (เฉพาะบนถนนสุขุมวิทก็มีประมาณสามล้านสาขาแล้ว) สาเหตุที่ชอบไม่ใช่เพราะกาแฟอร่อยกว่าสาขาอื่น และจะว่าไปก็ไม่ใช่เพราะความเป็นสตาร์บัคส์ด้วยซ้ำ แต่เป็นเพราะ…

มันตั้งอยู่ติดกับบรรยากาศเช่นนี้ เป็นโลเกชั่นที่งดงามและเพลิดเพลินจิตใจอย่างยิ่งยวด (แน่นอน การไปนั่งริมน้ำเหมือนคนเหล่านั้นย่อมต้องรื่นรมย์กว่านั่งในสตาร์บัคส์ แต่พูดถึงในกรณีที่อยากจิบเอสเพรสโซไปด้วยเท่านั้น)

บางคนบอกว่าไม่ชอบเกียวโตเท่าเมืองใหญ่อื่นๆในญี่ปุ่น เพราะขาดแสงสี กลางคืนเงียบเชียบ ไม่สนุก ช้อปฯไม่มัน แต่เราชอบมาก ชอบเมืองที่มีแม่น้ำสะอาดๆ ทอดยาวๆ วันไหนอากาศดีสามารถขี่จักรยานมานั่งอ่านหนังสือหรือกินข้าวริมน้ำ นี่คือเมืองเพื่อสุขภาพจิตของสาธารณชนอย่างแท้จริง ทุกคนได้ใช้มันร่วมกัน [...]

Hiroshima Rain

เมื่อวาน ตื่นมาก็ได้ยินเสียงเม็ดฝนปะทะกระจกหน้าต่างห้องพัก ทีแรกไม่รู้สึกอะไร คิดว่าชุ่มชื่นดีด้วยซ้ำ แต่พอนึกว่าจะต้องออกไปตะลอนข้างนอกทั้งวันชักหวั่นๆ โชคดีที่เอาร่มติดตัวมาด้วย (เมื่อก่อนไม่เคยคิดว่าต้องหยิบร่มใส่กระเป๋าเวลาเดินทาง แต่เป็นอะไรไม่ทราบได้ หลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะไปไหน เดือนไหน ทวีปไหน เป็นต้องโดนฝน ก่อนจะมีตำแหน่งเป็นเจ้าสำนักไต้ฝุ่นด้วยซ้ำ บางทีพอไปถึงก็ฝนตก คนที่นั่นบอกว่าก่อนนายมาท้องฟ้าแจ่มใสดีมาก สงสัยนายจะนำพายุติดตัวมาด้วย หลังๆจึงต้องเตือนตัวเองให้พกร่ม จะได้ไม่ต้่องเสียเงินซื้อใหม่)
สิ่งที่กลัวก็เป็นจริง เปียกปอนทั้งวันตั้งแต่เช้าจนค่ำ สร้างบรรยากาศอึมครึมสลึมเศร้า สมกับที่มาเมืองฮิโรชิมา โดยเฉพาะตอนไปเยือนอาคารชื่อดังที่โดนระเบิดปรมาณูทำลายจนเหลือแต่ซาก ได้ภาพที่ชวนหดหู่ดีเหลือเกิน
คล้ายวันที่นิวยอร์กถูกโจมตีเมื่อเดือนกันยายนปี ค.ศ. 2001 ฮิโรชิมาถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณูในเวลาเช้า ประมาณแปดโมงสิบห้านาที (นาฬิกาหยุดอยู่ที่ 8:15) ของวันที่อากาศปกติ เดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1945
ตอนนั่งรถไฟชินกันเซ็นมาจากโตเกียว อ่านหนังสือเล่มบางๆของ Kurt Vonnegut ชื่อ A Man Without a Country น่าจะเป็นเล่มใหม่ล่าสุดของนักเขียนอายุแปดสิบกว่าคนนี้ คาดว่าบางบทคงเป็นการบันทึกการบรรยายในที่สาธารณะของเขามาถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ เมื่อไม่นานมานี้มีหนังสือรวมเรื่องสั้นยุคเก่าแก่ของวอนเนกัตแปลออกมาเป็นภาษาไทย มีนักวิจารณ์ท่านหนึ่งวิจารณ์ว่างานของวอนเนกัตออกแนวยกหางอเมริกามากไปหน่อย ซึ่งคงเป็นความเข้าใจผิด เพราะวอนเนกัตขึ้นชื่อว่าเป็นนักเขีนนชาวอเมริกันที่วิพากษ์วิจารณ์อเมริกันชนอย่างดุเดือดมาตลอด งานของเขาเป็น satire เสียดสีสังคม ถึงขั้นอาจเรียกได้ว่าเขาจัดอยู่ในคนประเภทที่ไม่ค่อนชอบคนด้วยกัน (หรือจะพูดให้ตรงกว่านั้น [...]

Shiinamachi Diary: 8) Drifting Cloud (คืนสุดท้ายใน Shiinamachi)

พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้ามากเพื่อเดินทางไปฮิโรชิมา อยากเดินรอบๆ Shiinamachi เป็นครั้งสุดท้าย ก็ไม่ค่อยมีเวลา เพราะวันนี้มีนัดตั้งแต่เที่ยงถึงค่ำ
บนมาตรฐานของคำว่า “ย่านดีๆ” ที่นี่คงไม่ใช่ มันเป็นย่านอยู่อาศัยที่ค่อนข้างน่าเบื่อ เล็ก และไม่มีเอกลักษณ์ แต่ในความธรรมดาของมัน ก็เพียบพร้อมไปด้วยทุกอย่างที่จำเป็น มีซูเปอร์มาร์เก็ต มีตลาดของสดเล็กๆ มีแผงขายผลไม้ มีร้านร้อยเยน มีกระทั่งร้านแม็คโดนัลด์ มีวัดสวยสงบ มีสนามเด็กเล่นที่ค่อนข้างใหญ่ มีร้านหนังสือทั้งเก่าและใหม่ คือมีแทบทุกอย่าง เพียงแต่ไม่ใช่คุณภาพระดับเมือง “น่าอยู่”
แต่เราพบว่าการอยู่ในที่แบบนี้ก็สบายใจและพอเพียงดีทีเดียว วันไหนไม่ต้องไปเจอใครก็ไม่ต้องเสียเงินมาก เดินเล่นรอบๆก็เพลิดเพลินพอใช้ ถ้ามีจักรยานก็สามารถขี่เข้าไปถึงย่านพลุกพล่านได้ภายในสิบหรือสิบห้านาที เมื่อก่อนเราคิดว่าเราเป็นคนเมือง เพราะจำเป็นจะต้องเสพสิ่งที่ชอบเสมอๆ เช่น ต้องเข้าร้านหนังสือ ต้องไปดูหนัง ต้องไปดูซีดี ต้องไปเจอเพื่อน ฯลฯ อยู่เมืองอย่างนิวยอร์กมาแล้วนิสัยเสีย หลงชีวิตคนเมือง ไม่คิดว่าจะอยู่เมืองเล็กๆได้ แต่ภายในห้า-หกปีที่ผ่านมา ความรู้สึกเปลี่ยนไปมาก อยากอยู่เมืองเล็กๆ ไม่ต้องออกไปไหน อยู่บ้านเสียส่วนใหญ่ ทำงานได้ และทำอะไรเล็กๆน้อยๆที่บ้านไปเรื่อยๆ เช่นซ่อมประตู (ไม่รู้ทำไมมันถึงจะพัง) อีกอย่างคือการอยู่เมืองเล็กๆไม่ต้องมีเงินมากก็อยู่ได้ ในขณะที่อยู่เมืองใหญ่ ออกจากบ้านเป็นต้องเสียเงิน ไม่มากก็น้อย
ก่อนไปตามนัด มีเวลาเล็กน้อยให้เดินกดภาพที่เห็นทุกๆวันมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือน วันนี้อากาศเป็นใจ ไม่หนาวไม่ร้อน เย็นสบาย [...]

Shiinamachi Diary: 7) เสียงเบาเบา

ตอนไปเขียนบทหนังเรื่อง Invisible Waves ที่ฮ่องกง หลายปีมาแล้ว ซาวนด์แทร็กประจำตัวช่วงนั้นคืออัลบั้ม Desire ของ Bob Dylan โดยเฉพาะเพลง One More Cup of Coffee เวลาเดินออกไปข้างนอก ฝ่าลมเย็นและละอองฝน ฟังอัลบั้มนี้ในรูหูแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในมองโกเลีย (ไม่เคยไป แต่เดาเอา)
มาโตเกียวคราวนี้ ซาวนด์แทร็กคืออัลบั้ม Blood on the Tracks ของตาลุง Bob อีกเหมือนกัน โดยเฉพาะเพลงที่เมื่อก่อนไม่ค่อยชอบ ชื่อ Lily, Rosemary and the Jack of Hearts เป็นเพลงที่ยาวมากเพลงหนึ่ง บางทีฟังตั้งแต่ขึ้นรถไฟสถานีแรก ไปลงที่จุดหมายแล้วเพลงยังไม่จบ เพลงของลุง Bob บางทีใช้เป็นเครื่องจับเวลาได้ดี เวลามีนัด
ความจริงควรจะเลิกซื้อซีดีของคนอื่นไปให้รู้แล้วรู้รอด เพราะถึงจะชอบ สุดท้ายก็กลับมาฟังลุง Bob อย่างซ้ำๆซากๆตามเคย ความที่แกมีงานออกมาสี่สิบกว่าอัลบั้ม เราก็เปลี่ยนยุคของความชอบไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น อยู่กรุงเทพฯไม่ค่อยได้ฟังเพลงในหู เพราะอยู่บ้านชอบฟังจากลำโพงมากกว่า แต่ระหว่างเดินทาง [...]

Shiinamachi Diary: 6) Lines, Colors, Strangers, Friends, Stories

เมื่อคืนเห็นหิมะโปรยลงมาเล็กน้อย เล็กน้อยเสียจนเหมือนเม็ดโฟมมากกว่าหิมะ เป็นคืนที่หนาวที่สุดตั้งแต่มาญี่ปุ่นครั้งนี้ ทำให้นึกว่าการหนาวตายความจริงอาจจะเป็นการตายที่เจ็บปวดน้อยที่สุด เพราะมันชาไปหมด ไม่รู้สึกอะไร นึกถึงตอนสมัยเป็นนักเรียนแล้วต้องเดินฝ่าพายุหิมะไปเรียน หน้าชา มือแข็ง ขาไม่ค่อยอยากขยับ บางช่วงรู้ตัวเลยว่าสมองหยุดทำงาน ไม่คิดอะไรทั้งสิ้น เหมือนร่างกายเดินไปเองโดยอัตโนมัติ ว่ากันว่าการกระโดดแม่น้ำที่เย็นจัดจนเป็นน้ำแข็ง เป็นการฆ่าตัวตายที่ทรมานน้อยที่สุด เพราะร่างกายจะชาทันที
ไม่เกี่ยวอะไรกับกิจกรรมในโตเกียว เพราะส่วนใหญ่ครื้นเครงและได้ความรู้ใหม่ๆ ไม่ได้ทำให้อยากกระโดดแม่น้ำเย็นๆตาย
เมื่อวันเสาร์เจอคนมากมายหลายหลาก เริ่มที่คุณคาโอริ ยูซาว่า เธอเคยเป็นนางแบบที่ค่อนข้างดังของญี่ปุ่น แต่สนใจศิลปะ ไปเรียนศิลปะที่ซาน ฟรานซิสโก ตอนนี้ทำงานศิลปะหลายอย่าง ทั้งวาดรูป ถ่ายภาพ และงานจัดวาง โคจิเห็นว่างานลายเส้นดินสอของคาโอริน่าจะเป็นปกหนังสือเราได้ ตกลงก็จะใช้ภาพของเธอเป็นปกจริงๆ (แต่พอได้ดูงานเธอแล้ว เราชอบภาพถ่ายมากกว่า) งานของเธอเป็นจินตนาการออกแนวแฟนตาซีหลอนๆ http://kaoriyuzawa.x0.com

จากนั้นไปเจอคุณอิการาชิ ไดสุเกะ เป็นนักวาดการ์ตูนรุ่นใหม่ที่กำลังมีชื่อเสียง งานของเขาตีพิมพ์ลงในนิตยสาร IKKI (เล่มเดียวกับที่งานของตั้ม-วิศุทธิ์ กำลังตีพิมพ์อยู่) ทีแรกคุณอิการาชิคนนี้จะเป็นคนวาดปกหนังสือเรา แต่เปลี่ยนใจ เพราะคงไม่ค่อยเข้ากัน ก็เลยนัดมาคุยแทน ชีวิตของเขาค่อนข้างน่าสนใจ (แต่เป็นคนพูดน้อย) เขาเรียนจบศิลปะที่ Tama เมื่อเรียนจบ เดินทางไปจังหวัดทางเหนือๆ แถวโมริโอกะ ไปเห็นเกษตกร ก็ตัดสินใจลองทำไร่ทำนาดู ปักหลักอยู่แบบนั้นสามปี หาบ้านมาซ่อมอยู่เอง [...]

Shiinamachi Diary: 5) หลายวันหรรษา

การติดตั้งภาพเขียนที่ Montoak เช้าวันเสาร์ เป็นไปอย่างราบเรียบและรวดเร็ว ต่างจากเมื่อเช้าวันศุกร์ลิบลับ คราวนี้ได้บันไดสูงมาก ปีนถึงสวรรค์โดยพลัน ทำให้ติดสายสลิงยึดกรอบรูปง่ายดายและแน่นหนา เมื่อภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว เห็นฝูงคนบนถนนหน้าร้านมายืนรออะไรอย่างตื่นเต้น ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวมีเด็กเล็ก เพิ่งจะนึกออกว่าร้านข้างๆคือ Kiddyland ร้านขายของเล่นชื่อดังแห่งถนนโอโมเตะซานโดะสายนี้ สักพักในซอยแคบๆข้างร้าน Montoak เห็นตัวอะไรสีแดงๆ ขนฟูๆ เดินผ่านไป…เอลโมแห่ง Sesame Street! เข้าใจในบัดดลว่าพ่อแม่พาลูกๆมารอเจอเจ้าเอลโมนี่เอง รีบออกไปถ่ายรูป ตื่นเต้นไปกับเขาด้วย ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าในร่างของเอลโมเป็นคน พวกสาวเสิร์ฟใน Montoak ก็ตื่นเ้ต้นไม่แพ้เด็กๆข้างนอก ร้องเรียกกันดูใหญ่… “คาวาอี้…” พวกเธอครวญอย่างยิ้มแย้ม

เย็นวันนั้น นายอิริค เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมายาวนาน (ตั้งแต่อายุสิบหก แถมยังไปมหาวิทยาลัยเดียวกัน) แวะมาหาที่โตเกียว หลังจากท่องประเทศจีนมาสองอาทิตย์ วันรุ่งขึ้นจึงเป็นวันที่ยาวนาน พาเพื่อนเที่ยว (ในเมืองที่ตัวเองยังต้องการคนนำเที่ยว) อากาศก็ปรวนแปรดีเหลือเกิน ตอนเช้าฝนตก ตอนกลางวันแดดออก ตอนเย็นหนาวเย็นสมชื่อ

เป็นวันทัวร์พิพิธภัณฑ์และร้านกาแฟ ไปจบตอนเย็นๆที่ย่าน Naka-meguro เดินบนถนนแคบริมคลองที่มีร้านน่ารักตั้งอยู่เป็นระยะ ถนนเส้นนี้โดดเด่นตรงที่มีต้นซากุระขึ้นเรียงไปเป็นแถวยาว ปลายเดือนจะบานสะพรั่ง งดงาม เป็นสีชมพูไปทั้งเส้น เมื่อวันนั้นมาถึง การเดินเล่นที่นี่จะยิ่งน่าประทับใจ ตอนนี้บรรยากาศออกจะหม่นๆ ต้นไม้มีแต่กิ่งก้านโกร๋นๆ [...]

Shiinamachi Diary: 4) วันศุกร์ไม่สำเร็จ

น่าจะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มาโอโมเตะซานโดะตอนเก้าโมงเช้า ตอนขึ้นรถไฟได้อารมณ์ของมนุษย์เงินเดือน รู้สึกร่วมไปกับพนักงานที่กรูกันเข้าๆิออกๆรถไฟ บางทีเหมือนฉากในหนังสัตว์ประหลาด ฝูงชนวิ่งพล่านหนีความตาย
ข้างสะพานลอยหน้าสถานีรถไฟ JR มีต้นไม้ต้นหนึ่ง ไม่รู้ต้นอะไีร ออกดอกสะพรั่งสวยงามกว่าเพื่อนต้นไม้ใกล้ๆกัน เป็นการต้อนรับยามเช้าที่สดชื่นพอใช้ (แต่อากาศค่อนข้างอึมครึม หนาวเหน็บ)

มาถึง Cafe Montoak เพื่อแขวนภาพ (เป็นครั้งแรกในชีวิตเหมือนกันที่มาร้านนี้ก่อนเขาเปิด) แต่เมื่อยืนมองความสูงของผนังแล้ว สงสัยเหลือเกินกว่าจะแขวนไหวอย่างไร พยายามอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง สรุปว่าไม่สามารถทำได้ ต้องมาใหม่วันพรุ่งนี้ พร้อมบันไดสูงกว่าเดิม

เวลาที่เหลือนั่งกินกาแฟและคุยกับโคจิ คุยเรื่องการล่มสลายของธุรกิจนิตยสาร หลายคนคิดว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีคนอ่านนิตยสารเยอะ ทำนิตยสารเยอะ แต่จริงๆแล้วก็ดูดีแค่ภายนอกเท่านั้น จำนวนคนอ่านน้อยมาก โคจิบอกว่าเมื่อก่อน ถ้านิตยสารดังๆพูดถึงอะไร คนก็จะพากันไปซื้อตามคำแนะนำ อย่างซีดีแผ่นหนึ่ง อาจจะทำให้ขายได้หลายร้อยจากคนอ่านนิตยสาร แต่เดี๋ยวนี้ ลงไปเถอะ บางทีไม่มีใครขายอะไรได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว เพราะฉะนั้นการได้ลงนิตยสารไม่ได้แปลว่าจะดี นิตยสารหลายเล่มไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความจริง นั่นคือจริงๆแล้วยอดขายไม่ดี ขายไม่ได้ แต่อาจจะยังมีโฆษณา หรืออาจจะด้วยความดันทุรัง ก็อยู่ๆกันต่อไป
เราเปรยประมาณว่า “แปลกดี” โคจิถามกลับมาว่า “ก็แล้วเธอล่ะ ซื้อนิตยสารเดือนละกี่เล่ม” เราขำ “เออจริง แทบจะไม่ได้ซื้อเลยว่ะ” เพราะเล่มที่เรามีงานเขียนลง เขาก็ส่งมาให้ฟรี นอกนั้นแทบไม่ได้ซื้อแล้ว นอกจากพวกที่ยังติดอยู่จริงๆ อย่าง The [...]

Shiinamachi Diary: 3) ความฝัน กันลืม

ฝันเมื่อคืน: เห็นตัวเองในสถานที่โอ่โถง เต็มไปด้วยคนในเครื่องแบบ (ตัวเองอาจจะสวมเครื่องแบบอยู่ด้วย แต่จำไม่ได้) เป็นเครื่องแบบคล้ายทหาร แต่ทหารระดับผู้บังคับบัญชา หลายร้อยหลายพันคน บรรยากาศเหมือนภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง ในสถานที่นั้นกำลังมีการเฉลิมฉลอง รินเหล้า ชนแก้ว สรรเสริญอะไีรสักอย่าง เข้าใจได้ว่าเป็นงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ ไม่นานมีการต้อนคนเข้าไปในห้องฉายสารคดี ภาพที่ปรากฏบนจอเป็นภาพที่หดหู่และสยดสยองที่สุดภาพหนึ่งที่เราเคยดู ไม่ว่าจะในชีวิตจริงหรือในความฝัน
สถานที่ในหนังดูเหมือนกองขยะหรือเนินดินสูง มีรถคล้ายรถแทร็กเตอร์ขนาดใหญ่วิ่งอยู่บนยอดเนิน มันกำลังไล่ตักคนที่วิ่งพล่านอยู่รอบๆ คนเหล่านั้นรูปร่างหน้าตาคล้ายคนอัฟริกัน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รถแทร็กเตอร์ไล่บี้ทับคนตายไปเรื่อยๆ ในขณะที่มือเหล็กของมันช้อนร่างเล็กๆแล้วงับร่างเหล่านั้นขาดครึ่งท่อน ทีละคน ทีละคน เหล่าผู้ใหญ่กรีดร้องประสานเสียงว่า “ลูกของฉัน” “ลูกของฉัน” พวกเขาพยายามวิ่งเข้าไปช่วยลูกๆให้พ้นจากรถเหล็ก แต่กลับต้องโดนทับและบดขยี้ตามไปด้วย ร่างแล้วร่างเล่า
ผู้คนที่ยืนดูหนังต่างยกมือขึ้นป้องปากด้วยความตกใจ บางคนร้องไห้สงสาร หลายคนเดินออกจากห้อง ทนดูต่อไปไม่ไหว
ได้ยินเสียงกระซิบว่า “นี่คือความโหดเหี้ยมอมหิตของมนุษย์”
สะดุ้งตื่นตอนประมาณตีสองกว่าๆ
เป็นความฝันที่แปลกและชัดเจนที่สุดความฝันหนึ่ง เพราะไม่เกี่ยวกับสิ่งที่คิดอยู่หรือใครที่รู้จักแม้แต่น้อย สองสามนาทีแรกที่ตื่นขึ้นมา พลันนึกขึ้นว่า หรือนี่คือการส่ง propaganda ทางความฝัน แล้วก็พลันนึกต่อไปว่าช่างเหมือนพล็อตนวนิยายของ Philip K. Dick จริงๆ

Shiinamachi Diary: 2) โลกใหม่ใน Ebisu

ย่านเอบิสึขึ้นชื่อว่ามีมุมน่าสนใจสำหรับผู้ไม่ประสงค์จะหมกมุ่นอยู่กับย่านทัวริสต์อย่างชิบูยาหรือฮาราจูกุอย่างเดียว ตรอกซอกซอยและถนนหลังตึกแถวเอบิสึมีร้านรวงเล็กๆของคนญี่ปุ่น (แทนที่จะเป็นร้านแบรนด์เนม) เปิดขึ้นมากมายในระยะห้าถึงสิบปีที่ผ่านมา แต่สำหรับคนไม่รู้ทิศทาง เดินหลงไปก็อาจพลาดถนนดีๆได้ ความที่ย่านต่างๆในโตเกียวมีการแบ่งถนนแบบยิบย่อยวกวน ข้อเสียคือถ้าเดาสุ่มเองแล้วเดาผิด อาจเสียเวลาและไม่ได้เห็นอะไรที่ควรจะได้เห็น
สตูดิโอของเอ็นโด ยาซุนาริ แอบอยู่ในตึกโทรมๆอายุห้าสิบปี ใกล้สถานีรถไฟเอบิสึ ดูจากภายนอกและจากลิฟท์ เดาไม่ได้เลยว่าข้างในจะมีอีกโลกหนึ่ง โลกของสตูดิโอสีขาว สะอาด และเงียบสงบน่ารื่นรมย์ แม้จะไม่ได้มีขนาดใหญ่อะไรนัก

เอ็นโดซังกล่าวต้อนรับว่า “โอ้ แขกคนไทยคนแรกของสตูดิโอ!”
เขาจัดวางตัวอย่างปกหนังสือที่เขาลองออกแบบไว้บนโต๊ะ มีทั้งแบบใช้ภาพถ่าย และแบบใช้ภาพวาด (วาดโดยอดีตนางแบบชื่อดังที่หันมาทำงานศิลปะ) หนังสือในภาษาญี่ปุ่นชื่อ Kagami no naka o kazoeru แปลได้ความประมาณว่า “counting reflections in the mirror” หรือ “นับเงาในกระจก” ทำนองนั้น เป็นการคัดเรื่องสั้นจากหนังสือหลายเล่ม ตั้งแต่ “ความน่าจะเป็น” “อุทกภัยในดวงตา” มาจนถึง “ความสะอาดของผู้ชาย”

ปกที่เป็นภาพถ่ายดูร่วมสมัยแต่ก็ธรรมดาไป เหมือนปกหลายปกที่มีอยู่แล้วบนแผง ในขณะที่รูปวาดดูแปลกตาดี อาจจะไม่ใช่รูปที่ “สวย” ในความหมายปกติ แต่สรุปกันว่าน่าจะน่าสนใจกว่าภาพถ่าย (แต่บางคนบอกว่าภาพถ่ายเด็กผู้หญิงแบบนี้ อาจจะทำให้ได้กลุ่มคนอ่านเพิ่ม เป็นชายแก่หื่นกาม!…อืม…นึกว่าคนประเภทนั้นก็เป็นแฟนประจำของเราอยู่แล้วนี่นา)

ชอบไอเดียของการเช่าตึกเก่าๆแล้วปรับเปลี่ยนให้ใช้งานได้ อยากทำแบบนั้นกับตึกร้างๆหลายแห่งในกรุงเทพฯ อย่างน้อยพื้นที่จะได้ไม่เสียไปเฉยๆ [...]

Shiinamachi Diary: 1) โดยความไม่ตั้งใจ

ชิอินามาชิเป็นย่านชุมชนเล็กๆ เงียบๆ เหมือนบ้านนอก ไม่น่าเชื่อว่านั่งรถไฟสถานีเดียวก็ถึงความพลุกพล่านวุ่นวายของอิเคะบุคุโระ ความจริงโตเกียวไม่ได้มีแต่ความแออัด ถ้าออกจากย่านดังๆอย่างชินจูกุ ชิบูยา รปปงหงิ ก็ยังมีชุมชนเรียบๆง่ายๆ มีตรอกซอกซอยเล็กๆและบ้านน่ารักๆอยู่มากมาย ข้อดีคือไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ก็ยังคงมีร้านค้ารองรับความต้องการทุกๆเรื่อง ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปไกล ไม่ต้องขึ้นรถไฟไปไหนเลยก็ยังได้ ถ้ารู้สึกพอกับสิ่งที่มีอยู่ในละแวกของตัวเอง
ระหว่างทางไปสถานีรถไฟ เหลือบเห็นทางเข้าสถานที่สวยๆ ดูจากข้างนอกไม่รู้ว่าคืออะไร ไม่แน่ใจว่าเข้าไปได้หรือเปล่า ปรากฏว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง ถือโอกาสเถลไถลเล็กน้อย เข้าไปไหว้พระและถ่ายรูป เป็นวัดที่สวยงาม มีสุสานหลบอยู่ด้านหลัง เดินเพลินๆ (ตอนกลางวัน กลางคืนอาจจะไม่เพลิน) สงบเงียบ ทำให้รู้สึกเหมือนมาเที่ยวต่างจังหวัด บอกตัวเองว่าเอาไว้มานั่งอ่านหนังสือที่นี่ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปนั่งในร้านกาแฟกลางเมืองที่คนเยอะๆ และต้องเสียเงินตลอดเวลา

หน้าหลุมศพหลุมหนึ่ง มีสุนัขหินนั่งคุ้มกันอยู่ สังเกตดีๆ เห็นว่าตาข้างซ้ายของมันมีคราบของเหลว เหมือนน้ำตามาก มันคงคิดถึงเจ้านายเป็นครั้งคราว

การเดินโดยไม่รู้ว่าจะพบเจออะไร และโดยไม่ตั้งใจจะรีบไปไหนเป็นพิเศษ มักทำให้ได้เห็นอะไรใหม่ๆ แม้แต่ภาพแบบนี้ สังเกตความคล้ายคลึงของหุ่นหน้าเหลี่ยมในโปสเตอร์บนผนัง กับถังใส่ขยะตากลมทางซ้าย (พูดถึงหน้าเหลี่ยม มีคนบอกว่าตอนนี้คุณหน้าเหลี่ยมแห่งสยามอาจจะกำลังพักผ่อนอยู่ในญี่ปุ่น เพราะมีข่าวว่ามาเยือนแต่ยังไม่มีข่าวกลับ ถ้าคุณหน้าเหลี่ยมมายืนประกอบภาพระหว่างโปสเตอร์กับถังขยะ คงเป็นภาพที่น่าสนใจขึ้นอีก ถ่ายเสร็จแล้วก็จะจัดการจับคุณเหลี่ยมยัดใส่ถังขยะทิ้งไว้ตรงนั้น)

นอกจากสถานที่และภาพสะดุดตา วันของความไม่ได้ตั้งใจยังนำพาไปรู้จักผลงานภาพพิมพ์ของศิลปินญี่ปุ่นชื่อ มินามิ เคโกะ (1911-2004) บรรยากาศในภาพของเธอ ไม่ต่างจากบรรยากาศของวันนี้ที่กำลังจะผ่านไป