Ingmar Bergman, 1918-2007

 
เสียชีวิตเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม อิงก์มาร์ เบิร์กแมน เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสวีดิชที่มีผลงานจัดอยู่ในระดับ “อมตะ” หลายเรื่อง หลายคนอาจคิดว่าเขาตายไปนานแล้ว เพราะงาน “ดังๆ” ของเบิร์กแมนล้วนเป็นหนังที่เขากำกับในสมัยยุคห้าศูนย์ หกศูนย์ และเจ็ดศูนย์
 
หนังของเบิร์กแมนอาจเรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของหนังที่คนบางกลุ่มมักเรียก “หนังยุโรปที่ดูยาก” มีทั้งคนยกย่องเชิดชูว่าเป็นอัจฉริยะ มีทั้งคนกระแนะกระแหนว่าจะเคร่งเครียด จริงจัง ปรัชญา และอาร์ตไปถึงไหน เบิร์กแมนมีจุดเริ่มจากการกำกับละครเวที (และเคยหวนกลับไปทำละครเวทีอีกหลายครั้ง) งานภาพยนตร์ของเขาจึงมีการ “จัดวาง” ค่อนข้างชัดเจนและเจาะจง ในความรู้สึกของเรา หนังของเขามีความงดงามทางด้านภาพอย่างยากที่หนังของใครอื่นจะเทียบเท่า (ผู้กำกับภาพคู่หูของเขาคือ Sven Nykvist ผู้เคยได้ร่วมงานกับผู้กำกับอเมริกันบางคน เช่น วูดดี้ อัลเลน) หากถามว่าอะไรทำให้เราตระหนักว่าภาพยนตร์เป็นทัศนศิลป์ชั้นเยี่ยมเป็นครั้งแรก คำตอบมีเพียงหนึ่ง นั่นคือหนังของอิงก์มาร์ เบิร์กแมน (เริ่มจากเรื่อง “Persona” ;)  
ถ้าดูติดกันเยอะๆ บ่อยๆ หนังแบบไหนก็กร่อยได้ทั้งนั้น หนังของเบิร์กแมนก็เช่นกัน ความจริงจังของมันอาจไม่เหมาะกับบางจังหวะของชีวิต แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในจังหวะที่เหมาะสม หนังของเขาสามารถเป็นแรงบันดาลใจที่ลึกซึ้ง ทำให้หลายคนตกหลุมรัก “ศิลปะภาพยนตร์” และทำให้หลายคนฝันอยากเป็นคนทำหนัง เหมือนกับความรู้สึกที่ได้จากการอ่านงานวรรณกรรมดีๆแล้วอยากเขียนอะไรให้ได้แบบนั้นบ้าง ในบั้นปลายของชีวิต เบิร์กแมนมักบอกว่าเขาผิดหวังกับงานส่วนใหญ่ของตัวเอง แต่ในฐานะของคนดู หนังบางเรื่องของเขาคือความสมบูรณ์ทางศิลปะที่น้อยคนจะสามารถสร้างสรรค์ขึ้นได้
 
ในยุคที่ขาดแคลน “คนจริงจัง” [...]

ซูเปอร์ ทาร์เก็ต

ไม่เคยรู้มาก่อนว่าซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นสถานที่ที่ต้องผ่านการดีไซน์อย่างแยบยลเพื่อการขายสินค้าให้ได้มากที่สุด จนกระทั่งได้อ่านหนังสือชื่อ WHAT TO EAT โดย Marion Nestle
มาริออนกล่าวถึงหนังสืออีกเล่ม ชื่อ The Hidden Persuaders โดย Vance Packard ในหนังสือเล่มนี้ Vance เปิดโปงว่าบริษัทใหญ่ๆ (ในประเทศอย่างอเมริกา) จ้างนักสังคมศาสตร์ให้ศึกษาความรู้สึกใต้สำนึกของมนุษย์เพื่อช่วยให้พวกเขารู้ว่าควรโน้มน้าวจิตใจผู้คนให้ซื้อสินค้าด้วยวิธีใดบ้าง
การออกแบบซูเปอร์มาร์เก็ตก็เป็นศาสตร์ที่ผ่านการวิจัยมาอย่างละเอียดเช่นกัน เหล่านี้คือกฎหลักๆของการออกแบบและจัดระบบภายในซูเปอร์มาร์เก็ต:
-จัดวางประเภทอาหารที่ขายได้มากที่สุดไว้ในส่วนที่เดินสะดวกที่สุดของร้าน นั่นคือแถวรอบนอก ส่วนของที่เสียเร็ว อย่างเนื้อสัตว์ ของสด นม ไข่ และอาหารแช่แข็ง เป็นสินค้าประเภทที่ขายคล่องและว่องไวที่สุด พวกนี้ต้องจัดไว้ที่ผนังด้านหลังสุดและผนังด้านข้าง (เพื่อบังคับให้คนต้องเดินผ่านสินค้าอื่นๆไปก่อน)
-ใช้แถวที่อยู่ใกล้ทางเข้าที่สุดสำหรับวางสินค้าที่คนมักซื้อด้วยการตัดสินใจทันควัน ไม่ได้ตั้งใจจะมาซื้อ นั่นคือสินค้าที่ดูดี มีกลิ่นชวนกิน เช่น ของสด ดอกไม้ ขนมปังอบใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้ต้องเตะตาลูกค้าอยู่ตรงหน้าของพวกเขา หรือไม่ก็อยู่ด้านซ้ายหรือขวาพอดีเมื่อเดินเข้ามาในร้าน
-วางสินค้าขายดี สินค้าที่มีการโหมโฆษณาเยอะๆ และมีโอกาสที่คนจะซื้อโดยการตัดสินใจเดี๋ยวนั้น ไว้สุดแถว
-วางสินค้าประเภทของกินที่ขายดี สูงจากพื้นขึ้นมา 60 นิ้ว ซึ่งเป็นตำแหน่งเห็นง่ายสำหรับผู้ใหญ่ ไม่ว่าคนซื้อจะใส่แว่นตาหรือไม่ก็ตาม
-ให้พื้นที่กับยี่ห้อสินค้าที่ขายดีมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ยิ่งได้พื้นที่วางมากเท่าไร สินค้าเหล่านี้ก็จะยิ่งขายดีขึ้นเท่านั้น
-สำหรับซูเปอร์มาร์เก็ตที่ผลิตสินค้าขายเอง ให้วางสินค้าของร้านถัดไปทางขวาจากสินค้ายี่ห้อดังๆ (คนเรามักมองจากซ้ายไปขวา) คนที่ซื้อของจะได้เห็นสินค้าของร้่านไปด้วย
-หลีกเลี่ยงการจัดวางสินค้าในลักษณะเป็นเกาะหย่อมกลางทาง การวางสินค้าแบบนี้ทำให้คนซื้อเดินชนกันเอง และทำให้พวกเขารำคาญจนต้องรีบเดินหนี [...]

ที่นั่น ครั้งล่าสุด

ไปญี่ปุ่นช่วงหลังๆ ชิบูยาไม่ใช่ย่านสำคัญสำหรับเราเท่าไรนัก แต่สมัยเพิ่งเคยไปญี่ปุ่นครั้งแรกๆ (ตอนหนุ่มๆ) ถ้าไม่ไปชิบูยาถือว่าพลาด เพราะมันเป็นแหล่งกระจุกของความหนุ่มสาว มีคนเดินไปมามากมายให้ดู มีร้านหนังสือ ร้านซีดี ร้านอาหาร และร้านค้านานาชนิดให้แวะชม อาจเรียกได้ว่าชิบูยาเป็นย่านที่ “ดัง” ที่สุดของโตเกียว สำหรับคนที่ยังสนใจกระแสนิยมร่วมสมัยต่างๆ เวลาคนต่างชาติมาทำหนังในโตเกียว ก็มักจะใช้ชิบูยาเป็นฉากสะท้อนความเป็นญี่ปุ่นสมัยใหม่ให้กับสายตาชาวโลก
จุดข้ามถนนหน้าสถานีรถไฟเจอาร์และสถานีรถไฟใต้ดินตรงนี้ เคยเป็นจุดที่ทำให้เราตื่นเต้นตกใจกับความแออัดของโตเกียว เราไม่เคยเห็นคนเดินถนนพร้อมๆกันในปริมาณมากขนาดนั้นมาก่อน ทำเอานิวยอร์กกลายเป็นชนบทไปเลยทีเดียว เห็นตอนแรกแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง คิดว่ามันคงต้องเป็นวาระพิเศษอะไรสักอย่างแน่ๆ คนถึงได้ล้นหลามอย่างนั้น แต่ปรากฏว่าเป็นสถานการณ์ปกติของที่นั่น ต่อมาก็เริ่มชิน ถ้าวันไหนคนน้อยจะรู้สึกแปลกด้วยซ้ำ
เห็นส่วนนี้ของชิบูยามาแล้วร่วมๆยี่สิบปี มันไม่ค่อยเปลี่ยนไปเท่าไรนัก ภาพนี้ถ่ายจากสตาร์บั๊คส์ที่ตั้งตระหง่านเป็นตึกกระจกใสแจ๋วอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟ เป็นจุดนัดพบของชาวโตเกียวในปัจจุบันอีกจุดหนึ่ง ครั้งแรกๆที่เรามาที่นี่ ยังไม่มีสตาร์บั๊คส์ วันเวลาผ่านมานานพอสมควร แต่บรรยากาศคึกคักขวักไขว่ของชิบูยาก็ยังคงเหมือนเดิม