คนโรแมนติกไม่ดีต่อโลก

ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง อพยพจากความวุ่นวายของเมืองหลวงไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ซื้อหนังสือ อ่านหนังสือ เขียนหนังสือบนกระดาษ ฟังเพลงจากแผ่นเสียงเพื่อคุณภาพเสียงที่ “จริง” และเต็มไปด้วยบรรยากาศ ถ่ายภาพด้วยฟิล์มและล้างเอง ถ่ายหนังด้วยฟิล์มและฉายหนังบนจอใหญ่ อาบน้ำอย่างรื่นรมย์ เขียนจดหมาย เขียนโปสต์การ์ด ห่อของขวัญด้วยกระดาษลายสวยให้กับคนรัก ฯลฯ

ตั้งแต่คนเริ่มตื่นตัวเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน มีหนังสือหลายเล่ม (เอ๊ะ) ตีพิมพ์ออกมาเสนอวิธีใช้ชีวิตแบบช่วยโลกให้กับคนอย่างเราๆที่ไม่ค่อยจะรู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับสิ่งที่เราำทำอยู่ทุกวัน ยิ่งอ่านมากเข้าก็ยิ่งรู้สึกว่า พฤติกรรมหลายอย่างที่มนุษย์บางกลุ่มเคยเห็นว่า “โรแมนติก (ในความหมายของการลุ่มหลงหรือยึดติดพฤติกรรมในอดีต) ” “ดี” “น่ารัก” “ละมุนละไม” “อ่อนไหว” ล้วนสร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมทั้งนั้น การเดินทางทำให้คนหูตากว้างไกล แต่ทำให้โลกเจ็บคอ (โดยเฉพาะการเดินทางทางอากาศ) การย้ายบ้านไปอยู่ต่างจังหวัดเป็นการขยายความเจริญไปสู่ธรรมชาติ (ซึ่ง “ความเจริญ” แปลว่าไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อมเกือบทั้งนั้น) การซื้อหนังสือเป็นการสนับสนุนให้คนยังโค่นต้นไม้เพื่อผลิตกระดาษในปริมาณมหาศาล การซื้อแผ่นเสียงหรือซีดีคือการสนับสนุนให้คนผลิตกล่องพลาสติก ผลิตแผ่นดิสก์ ผลิตซอง และใช้กระดาษ ภาพถ่ายที่ใช้ฟิล์มทำให้ต้องใช้น้ำยาเคมีในการล้างและอัด หนังก็เช่นกัน การอาบน้ำนานๆทำให้เปลืองน้ำ การเขียนจดหมายทำให้เสียทั้งทรัพยากรและสิ้นเปลืองพลังงานในการขนส่ง และอีกมากมายหลายพฤติกรรมที่เคยทำให้คนคนหนึ่งดูน่าคบน่าค้นหาเสียเหลือเกิน

หนังสือ The World Without Us ของ Alan Weisman (หนังสืออีกละ) ก็สรุปประมาณว่า ถ้าอยู่มาวันหนึ่ง มนุษย์สูญพันธุ์ขึ้นมากะทันหัน สิ่งมีชีวิตอื่นๆในโลกนี้จะไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ จะไม่มีอะไรที่ “คิดถึงเรา” ยกเว้นแต่สัตว์เลี้ยงบางชนิดที่ไม่เคยต้องอยู่ในธรรมชาติด้วยตัวมันเอง นอกนั้นแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามนุษย์ได้สูญหายไปจนหมดเกลี้ยง ธรรมชาิติจะปกคลุมอารยธรรมของเราอย่างรวดเร็วและกลบกลืนสิ่งที่เราทิ้งไว้ในที่สุด นั่นหมายความว่า การมีตัวตนของมนุษย์ไม่ได้มีผลดีต่อโลกแม้แต่น้อย มีแต่ผลเสียล้วนๆ

ดูเหมือนเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยที่ต้องเรียนรู้ที่จะคิดถึงตัวเอง (ในความหมายของความเป็นมนุษย์) น้อยลง หากเราคิดจะลดปริมาณการทำร้ายโลกอย่างจริงจัง (จะเลิกคงเป็นไปไม่ได้ เพราะการเคลื่อนไหวอะไรก็ตามของมนุษย์ ล้วนมีการทำลายอยู่ด้วยทั้งนั้น) นั่นหมายรวมถึงการเปลี่ยนทัศนคติหลายๆอย่างที่เคยคิดว่าดี แต่ดีเพียงในภาพลักษณ์หรือความยึดติดของมนุษย์

ในท้ายที่สุด มนุษย์คงจะเลือกมนุษย์ด้วยกันเอง มากกว่าจะเลือกช่วยโลก เพราะนั่นเป็นธรรมชาิติของมนุษย์

ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย

เพราะเวลาอากาศดีๆ โลกนี้ก็น่าอยู่ใช่เล่น ถ่ายรูปเป็นโปสต์การ์ดส่งให้เพื่อนได้สวยงามดีแท้

31 Responses to “คนโรแมนติกไม่ดีต่อโลก”

  1. อ่านแล้วพบก้อนสะอึกก้อนใหญ่อยู่แถวๆคอครับ
    เพราะพฤติกรรมดังกล่าวล้วนใกล้เคียงกับตัวเราทั้งสิ้น
    ไม่ว่าจะเป็น

    “ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง อพยพจากความวุ่นวายของเมืองหลวงไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ซื้อหนังสือ อ่านหนังสือ เขียนหนังสือบนกระดาษ ฟังเพลงจากแผ่นเสียงเพื่อคุณภาพเสียงที่ “จริง” และเต็มไปด้วยบรรยากาศ ถ่ายภาพด้วยฟิล์มและล้างเอง ถ่ายหนังด้วยฟิล์มและฉายหนังบนจอใหญ่ อาบน้ำอย่างรื่นรมย์ เขียนจดหมาย เขียนโปสต์การ์ด ห่อของขวัญด้วยกระดาษลายสวยให้กับคนรัก ฯลฯ”

    ทำไงได้ครับ ไม่ค่อยชอบนิสัยตัวเองเท่าไหร่ แต่ถ้าสูญสิ้นสิ่งเหล่านี้โลกนี้ก็ดูน่าอยู่น้อยลงอีกมหาศาล(ในความเห็นของเรา) ;)

  2. ดีหรือไม่ดีต่อโลก มนุษย์ก็เป็นคนกำหนดอีกนั่นแหละ
    โลกร้อน ก็ไม่เห็นทำให้ใครเดือดร้อนเท่ากับมนุษย์ที่หาเรื่องร้อน (เอง) อยู่ตลอดเวลา

  3. กำลังคิดวิธีโรแมนติกแบบไม่ทำลายโลก
    แต่คิดไม่เท่าไร ก็คิดไม่ออก จริงคงมีแหละ แต่นึกไม่ออกตอนนี้
    จะว่าไปความโรแมนติกมันทำลายโลกได้ตรงๆ เหมือนกันนะ
    เพราะ เวลามนุษย์มีอารมณ์โรแมนติก
    มันก็จะเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้นบนโลกอีกหนึ่งคนนั่นเอง
    เหอๆๆ

  4. ..
    .
    ภาวะโลกร้อนเป็นการเลือกโดยไม่ตั้งใจ
    ของมนุษย์จำนวนน้อยกว่า

    ส่วนมนุษย์จำนวนมากกว่า
    ถูกบังคับเลือกโดยไม่รู้ตัว

    เพราะคนจำนวนน้อยนั้นเท่านั้น
    ที่จะสามารถโรแมนติก
    “แบบต้นทุนสูง”
    ..
    .

  5. หรือบางที เราต้องยอมรับกันเสียที มนุษย์เป็นแค่ “ไวรัสที่ดื้อยา” รอวันที่โลกจะค้นพบตัวยาดีๆมากำจัดเราได้สำเร็จ

  6. ถ้างั้นไต้ฝุ่นคงต้องหาวิธีพิมพ์หนังสือบนวัสดุอื่นที่ไม่ใช่กระดาษแล้วล่ะค่ะ55+

    จริงอยู่ว่าสิ่งทีเราทำมันอาจมีส่วนทำร้ายโลกไปคนละนิดละหน่อย แต่เราว่าโลกคงอยากโดนทำร้ายด้วยความโรแมนติกเล็กๆน้อยๆมากกว่าจากความเห็นแก่ได้หรือไม่มีจิตสำนึก

    เพราะจะว่าไป เอาเข้าจริงๆต่อให้กลับไปใช้ชีวิตแบบมนุษย์ยุคหินก็ยังทำร้ายธรรมชาติได้เหมือนกัน

    *อ่านแล้วเราก็เพิ่งจะมานึก แล้วก็สังเกตได้ว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างเราๆนี่มันไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับโลก (ในความหมายทางกายภาพของคุณปราบดา)จริงๆนะเนี่ย ไม่มีเราเขาก็สมดุลกันอยู่แล้ว

    ว่าแล้วก็ฝากกลับไปถามคุณคนเขียนหนังสือ The World Without Us ว่า

    หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พิมพ์บนกระดาษรึไงเล่า?

  7. เข้ามาอ่านเพราะชื่อหัวข้อ
    เพราะเดี๋ยวนี้รู้สึกว่า ไม่ว่า”มนุษย์”หน้าไหนจะกระดิกตัวทำอะไรสักอย่าง
    ก็กลายเป็นว่า เป็นต้นเหตุของปัญหาโลกร้อนไปซะหมด
    (จนเรตติ้งจะดีกว่าแก๊ซโซฮอลไปแล้ว 555+)

    เคยรู้สึกเบื่อๆกับกระแสรณรงค์ต่างๆเหลือเกิน
    ยกตัวอย่างนะครับ วิธีรณรงค์ลดปัญหาโลกร้อนด้วยวิธีการจัดคอนเสิร์ต
    ถ้าเป็นคอนเสิร์ตอะคูสติก ที่มีกีตาร์โปร่งตัวเดียว แถมนักร้องเสียงดีๆสักกลุ่ม จะไม่ขัดตา
    แต่นี่เป็นคอนเสิร์ตเต็มแบนด์ เครื่องดนตรีครบทุกชิ้น แสง สี อลังการงานสร้าง
    จบงาน มีใครออกมาแถลงการณ์เรื่องบิลค่าไฟฟ้าที่ใช้ในงานคอนเสิร์ตหรือไม่
    พวกเราจะได้รู้ว่าการจัดคอนเสิร์ตใหญ่ๆ กินไฟไปกี่หน่วยกัน

    โทรศัพท์มือถือนั่นก็ใช่
    ตัวเครื่องน่ะไม่เท่าไรหรอกครับ แต่ตัวแบตเตอร์รี่นี่สิตัวสร้างปัญหา
    รู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังผลิตรุ่นใหม่ออกมาอยู่เรื่อยๆ แล้วมันจะลดได้ยังไงกันเนี่ย
    จะดีกว่ามั้ยถ้าทุกบริษัทผลิตมือถือจับมือกัน แล้วหาจุดร่วมเพื่อทำให้
    โทรศัพท์ทุกรุ่น ทุกเครื่องใช้แบตเตอร์รี่แบบเดียวกันให้หมด
    อย่างน้อย ครับ อย่างน้อย
    ก็ยังช่วยลดปริมาณของเสียที่เป็นพวกแบตฯเหล่านี้ลงได้บ้าง

    แต่ก็นั่นแหละครับ ทุกวันนี้มันกลายเป็นความเคยชินของพวกเราไปเสียแล้ว
    รวมทั้งตัวผมเองด้วย สิ่งที่น่าจะทำได้ดีที่สุดก็คงจะเป็น
    “หากใครช่วยอะไรได้ก็ช่วยกันไป”
    เพราะลำพังจะไปรอการแก้ไขปัญหาใหญ่ๆหนักๆทีเดียว มันคงไม่ทันแน่

    …..

    เคยได้ยินเพื่อนคนนึงพูดแบบติดตลกว่า
    ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการหายใจออกของคนเรา
    ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ไปสร้างเรือนกระจก ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน(อีกแล้ว)
    อีกหน่อย คงจะมีการห้ามดูหนังกากบาท หรือประกอบกิจ…
    เพราะอัตราการหายใจจะสูงมาก…

    อย่าให้ถึงกระนั้นเลย..เนอะ :]

  8. ผมได้คุยกับ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศที่งานชุกที่สุดแล้วในเมืองไทย อาจารย์ท่านบอกว่า ทำยังไงโลกก็ไม่หายร้อนลงไปได้หรอก

    เพราะต่อให้คนทั้งโลกงดปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์ สู่ธรรมชาติกันเดี๋ยวนี้ เอาแบบว่าไม่ปล่อยเลยสักนิดเดียว อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกในอีกราว 100 ปีข้างหน้าก็จะสูงขึ้น1-2 องศาเซลเซียส

    เพราะอะไร?

    ก็เพราะว่ากิจกรรมของมนุษย์ได้เข้าไป “เร่ง” อัตราการเพิ่มของอุณหภูมิโลกไปแล้ว
    เปรียบได้ว่าเราเร่งความเร็วของรถไปที่เกียร์สาม จู่ๆ ถ้าเหยียบเบรก อย่างมากใครสักคนก็คงหัวคะมำกันบ้าง แต่น่าเสียดายว่าโลกเราไม่มีเบรก อะไรๆ ที่เร่งไปแล้ว ไม่สามารถจะหยุดได้โดยกระทันหัน อุณหภูมิของโลกก็เช่นกัน กว่าอุณหภูมิของโลกจะชลอ และะกลับมาคงที่ได้ก็ใช้เวลาอีกหลายร้อยปี (ในกรณีที่สามศตวรรษนี้ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ จากน้ำมือมนุษย์สู่สภาพอากาศนะครับ)

    ผมเห็นคล้ายๆ กับคุณปราบดาว่า กิจกรรมของมนุษย์ หรืออารยธรรมของมนุษย์ที่ภูมิใจนักหนานั้นไม่ได้เดินไปในทางเดียวกับธรรมชาติได้เลย สัตว์ต่างๆ ต่อให้พวกมันทำอะไร สุดท้ายวงจรชีวิตของมันก็ยังเป็นห่วงโซ่อาหารคืนกลับสู่วงจรของธรรมชาติได้ แต่มนุษย์กลับไม่เป็นเช่นนั้น

    ทีนี้ อาจารย์ท่านก็บอกอีกว่า เราไม่สามารถที่จะหยุดกิจกรรมทุกอย่างของเราลง เพื่อช่วยโลกใบนี้ เพราะถ้าทำขนาดนั้น เราๆ ท่านๆ นี่แหละที่จะมีอันเป็นไปก่อนโลกจะร้อนเสียอีก

    เราควรเข้าใจภาวะโลกร้อนอย่างมีสติ ก่อนที่จะลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยโลกนี้ เข้าใจในหลายมิติของเรื่องราว มิใช่แค่รับรู้ และกระโจนเข้าสู่กระแส จนกลายเป็นเหยื่อของคนที่หากินกับกระแสโลกร้อนอีกที

    คุยกันไปมา จึงพบความจริงข้อหนึ่ง ที่ว่า เราคงต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
    ยอมรับได้ว่าโลกจะร้อนขึ้น ยอมรับได้ว่าลูก หลาน เหลน โหลนของเราในภายหน้าจะไม่ได้อยู่ในสภาวะอากาศที่ชิล ชิลเหมือนรุ่นเรา ยอมรับว่าต่อให้ทุกคนในโลกตามใจเรา ต่อให้เรารวยล้นฟ้า มีอำนาจล้นแผ่นดิน แต่เราก็เปลี่ยนแปลงความเป็นจริงที่ใหญ่กว่าตัวเราไม่ได้ เช่นเดียวกับที่เราไม่อาจหลีกหนีความตาย

    ผมมองว่าภาวะโลกร้อน ไมได้ส่งสัญญาณเตือนแค่ว่า ภัยภิบัติจะมาถึงมนุษย์ได้อย่างไร
    แต่ลึกลงไปกว่านั้น โลกของเราส่งรหัสลับมาบอกพวกเราทุกคนว่า
    ความหมาย และวิถีของการเป็นมนุษย์ที่ผ่านมานั้นมันอาจไม่ได้มีค่าอะไรมากมายเท่าที่คิด

    และนั่นก็อาจทำให้ทางเลือกในการใช้ชีวิตของมนุษย์แตกกว้างออกไป อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาตร์ของมนุษยชาติด้วย นั่นหมายถึงภาพของความหลากหลายในการเป็นมนุษย์ที่แท้จริง มิใช่การถูกตราหน้าด้วยสัญลักษณ์อันคับแคบว่าเราเป็นสัตว์สังคม เป็นประชาธิปไตย เป็นทุนนิยม สังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์

    และถ้าโลกนี้มีวันนั้นได้จริง โลกจะร้อนหรือไม่ร้อนขึ้น มันก็คงไม่มีอะไรน่ากลัวแล้วล่ะครับ

  9. อ่านชื่อเรื่องแล้วสะดุ้ง!

  10. ความเห็นของจีโน่ ทำให้นึกถึงอีกประเด็นหนึ่ง
    ที่คาดว่าน่าจะได้เขียนถึงในนี้ เร็วๆนี้
    ถ้าไม่ขี้เกียจ :)

  11. คนแถวบ้านเขาโรแมนติกันด้วยการปลูกต้นไม้ เก็บดอกปีบที่ล่วงหล่นตามพื้นให้กัน เวลาคิดถึงกันก็ไม่ต้องเขียนและส่งจดหมาย เพียงเฝ้ามองดวงจันทร์ก็จะรู้ว่ามีอีกคนที่คิดถึงกันอยู่ เพราะกำลังมองดวงจันทร์ดวงเดียวกัน ไม่ต้องเปิดแผ่นฟังเพลง เพราะเวลาโรแมนติกจะได้ยินเสียงเพลงในสายลม หนังสือก็ไม่ต้องอ่าน เพราะมีบทกวีและเรื่องราวเรียงร้อยอยู่ในหัวใจอยู่แล้ว โลกจะร้อนน้ำจะท่วมก็ไม่เป็นไร เพราะน้ำจะทำให้โลกเย็นชุ่มฉ่ำหายร้อนได้ อยากให้ถึงวันนั้นเร็ว ๆ อยากเห็นความโรแมนติกแหวกว่ายเริงร่าในน้ำเหมือนปลา บินถลาไปมาเริงร่าในอากาศเหมือนนก (ถึงตอนนั้นความโรแมนติกคงไม่คุ้นเคยกับการเดินทางบนแผ่นดิน เพราะแผ่นดินคงเหลือน้อยเต็มที)

  12. เห็นด้วยกับคุณจีโน่ที่ว่า เราขึ้นมาอยู่บนรถไฟที่กำลังแล่นไปข้างหน้าอย่างไม่สามารถหยุดได้อย่างกระทันหัน
    แต่กระนั้น ผมไม่คิดว่า (ทั้งตามที่คุณจีโน่พูดไว้ หรือคนอื่นๆ) การใช้ชีวิตของมนุษย์ื ที่ผ่านมา เป็นเรื่องไร้สาระ
    มนุษย์ ถึงแม้ว่าจะสร้างความเจริญเฉพาำะสำหรับเผ่าพันธ์ และสร้างความเดือนร้อนให้แก่โลกทั้งใบ แต่นั้นก็อาจถือเป็นเีิื้ืรื่อง “ตามธรรมชาติ” ได้เช่นกัน
    บางที มนุษย์อาจไม่ได้เป็นผู้ควบคุมหรือผู้ทำร้ายธรรมชาติมาตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ธรรมชาติเอง อาจเป็นผู้ควบคุมและทำร้ายตัวเอง “ตามธรรมชาิติ” ตะหาก
    มนุษย์อาจเป็นเพียงเบี้ยของธรรมชาติ ตัวหนึ่ง
    ที่ถูกกำหนดให้เดินไปข้างหน้า อย่างน่าขบขัน …

  13. อย่างไรก็ตาม กระผมเห็นว่า ความโรแมนติกยังคงต้องมีอยู่ แต่ควรลดปริมาณความกระแดะลงบ้าง
    การเดินทางข้างในตัวเองก็ไม่เลว เสียแต่ว่าอดเห็นวิวจากหน้าต่างรถไฟไปหน่อย
    เสียงกีต้าร์ของวงบางวงจากแผ่นซีดี บางทีมีผลทำให้คนฟังลุกไปทำอะไรเพื่อโลกได้
    สำหรับเรื่องดีๆเช่นรณรงค์แก้โลกร้อน กระผมคิดว่าเป็นกระแสก็ไม่เสียหาย จะได้เผยแพร่ออกไป เพราะผู้รู้จริงหลายคน มัวแต่ผิดหวังกับประเทศ กับผู้คน แล้วก็ถกกันเองในวงแคบๆ มันน่าเสียดายครับ

    ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าถ้าทุกคนในโลก ไม่มีพรมแดน และเท่ากันหมดจริงๆ ไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ
    จะเป็นยังไง น่าจะอยู่ที่การบริหารอคติมากกว่า
    จริงอยู่ยุคนี้ความดีงามในชีวิตหายาก แต่ผมว่ายังมีอยู่แน่ๆ

  14. ขอกลับมาอีกสักเรื่องนะครับ
    เพราะดูเหมือนผมจะไม่ได้พูดถึงเรื่องโรแมนติก

    อันที่จริง ความโรแมนติก ผมว่ามันเป็นเรื่องที่สภาพแวดล้อม การเรียนรู้ ภาพฉายที่ส่งต่อกันมาทางวัฒนธรรมเป็นส่วนกำหนดนะครับ

    ในเมื่อโลก หรือสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป หรือไม่เอื้อให้เราทำอะไรบางอย่างได้ ผมเชื่อว่าบรรยากาศของความโรแมนติกมันก็น่าจะเปลี่ยนหน้าตาตัวเองไป

    ความโรแมนติก มันเป็นผลรวมของการเรียนรู้เชิงประสบการณ์นะ (ผมก็เดาเอา หลักการไม่มีหรอกครับ)
    แต่คนโรแมนติกนี่สิ มันเป็นผลรวมภายใน ซึ่งสามารถแสดงออกได้มากกว่า การรื่นรมย์กับกิจกรรมเล็กๆ เท่านั้น

    เพราะผมเชื่อว่าคนโรแมนติกอยู่ได้ทุกที่อยู่แล้ว แม้สถานที่ในวันหน้า โลกในวันพรุ่งนี้จะไม่ได้โรแมนติกกับเราเท่าที่ควรก็ตาม

  15. ก็จริงแฮะ ไม่ว่ามนุษย์จะทำอะไรสักอย่างนึงก็ล้วนมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งนั้น

  16. นึกถึง
    บุรุษไปรษณีย์ขี่จักรยานส่งจดหมายตามบ้าน
    ต้นกระดาษ(ที่ดับเบิ้ลAกำลังโฆษณาอยู่ในทีวี)
    แผ่นซีดีท้ายรถอีแต๋น-ก้นช้างเร่ร่อนขอทาน

    ในงานประชุมมวลหมู่มวลกลุ่มนักอนุรักษ์ธรรมชาติงานหนึ่ง
    ระบุให้มีการศึกษาว่าระหว่างการพิมพ์เอกสารสรุปสถานการ์สิ่งแวดล้อมเล่มเท่าสมุดหน้าเหลือง
    กับการนำตำราทั้งเล่มลงแผ่นซีดี แล้วให้เปิดคอมพ์อ่าน(ไม่รู้กี่ร้อยชั่วโมง)
    อย่างไหนจะดีต่อโลกมากกว่ากัน…
    ไม่ได้ตามผลสรุปว่าเป็นอย่างไร
    แต่สุดท้ายก็เห็นซีดีแนบมากับปกหลังหนังสือเล่มโตนั่น หุ หุ หุ ^_^

    ปล.อาบน้ำแบบใช้ฝักบัว ประหยัดน้ำกว่าการตักอาบในเวลาเท่ากัน

  17. เฮ้อ..ถ้าโลกยังคงต้องร้อนโดยไม่มีทางแก้ไขได้แล้วจริงๆ ถ้าคนกระด้างขึ้นเพราะช่วยลดภาวะโลกร้อน
    คนรอบกายเราๆท่านๆคงแย่จากความเปลี่ยนแปลงชนิดที่ทำให้คนรอบข้างหัวขมำ ก่อนที่จะตายเพราะโลกร้อนเป็นแน่ เอาแต่พอดี ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามวิถีทางของมัน อย่างช้าๆ ค่อยคิด ประดิดประดอยกันไป ถ้าเกิดว่าไม่ทันได้ตายจากภาวะโลกร้อน จะได้ไม่มานึกเสียใจในภายหลังว่า รู้งี้….ก็ดี อิๆๆๆ

  18. โลกร้อน
    ดับใจ
    ใจร้อน
    ดับโลก

    : )

  19. 1.
    สอบถามหมาแมวนกกาแถวบ้านว่ามันกังวลหรือไม่กับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงทุกวันนี้ มันก็ไม่เห็นว่าอะไร แถมยังทำท่าสบายใจเฉิบ ไม่รู้ว่ามันทำใจว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมแล้วปลงได้ หรือไม่ ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจอะไรเลยแค่ใช้ชีวิตไปวันๆ ประมาณว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ฉันจะสูญพันธุ์ก็สูญพันธุ์ไป ประมาณนั้น …จะว่าไปแล้วแรกเริ่มเดิมทีพิภพนี้ก็ตัวเปล่า ไม่มีอะไรติดตัวมาแต่แรกแล้ว คงต้องทำใจให้ได้ แล้วพยายามทำอะไรให้ดีที่สุดเท่าที่(ความเป็นสัตว์ชนิดคน)จะทำได้
    2.
    คิดๆดูแล้วโลกก็คงต้องเดินไปเข้าสู่วัฏจักรแห่งชีวิตแบบสิ่งอื่นๆเหมือนกันล่ะมั้ง ต้องเกิด แก่ เจ็บ และตายกันไป ตอนนี้โลกเหมือนคนที่ป่วยอยู่ และพวกเราก็คงเป็นเหมือนเชื้อโรค ที่ไม่รู้จะจัดการตัวเองอย่างไรไม่ให้ทำร้ายโฮสต์ที่เค้าอุตส่าห์ให้อาศัยอยู่ …ก็เชื้อโรคน่ะต่อให้ทำตัวเจี๋ยมเจี้ยมอย่างไร แค่การมีชีวิตอยู่ก็เป็นอันตรายต่อโฮสต์อยู่ดี ประมาณว่าหายใจก็ผิดแล้วจ้า แล้วยิ่งเป็นเชื้อโรคที่เรื่องมากแบบนี้ด้วยล่ะก็ ต่อให้ใช้ชีวิตที่ปราศจากกรรมที่มาจากอารมณ์โรแมนติกก็เถอะ…
    3.
    บางทีความเจ็บป่วยของโลกที่เกิดจากพฤติกรรมของชาวโรแมนติกทั้งหลาย อาจเป็นค่าแลกเปลี่ยนเล็กๆน้อยๆเพื่อป้องกันอาการเจ็บป่วยที่ร้ายแรงกว่านี้ เพราะ…ไม่รู้สิ เชื่อแบบงมงายอย่างไรไม่ทราบว่าถ้าคนทั้งหลายมีอารมณ์โรแมนติกพิศวาสคลั่งไคล้สิ่งใดขึ้นมา จิตใจจะนุ่มขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ และไม่อยากทำร้ายสิ่งใด เช่นโลกอาจบาดเจ็บเพราะต้นไม้ถูกตัดไปทำกระดาษรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม อาจสูญเสียต้นไม้ 100 ชีพ เพื่อรักษานับเท่าทวีคูณเอาไว้ อะไรแบบนี้ หรือการฟังเพลงที่ต้องใช้แผ่นที่ทำจากพลาสติก ใช้ไฟฟ้า หรืออะไรที่มันทำร้ายโลก อาจทำร้ายโลกนิดนึง แต่ก็อาจขัดเกลาให้ใจอ่อนไหว พออ่อนไหว ละมุนละไมอะไรนั่นล่ะก็จะละอายใจเวลาจะทำอะไรชั่วร้ายไปมากกว่านั้น หรือเมื่อเดินทางไปเที่ยว (ไม่ว่าจะทางไหนก็ตาม) โลกก็ต้องเจ็บตัวแน่ๆ แต่เมื่อเจ้าคนร.ม.ต.ผู้นั้นไปเบิ่งว่าโลกนี้แสนงามเพียงใดแล้ว ก็อาจจะมีแรงฮึดรักโลกขึ้นมา กลายเป็นเชื้อโรคโรแมนติกที่ปกป้องโฮสต์เสียอย่างนั้น คือโรคอาจจะกลายเป็นหวัด แต่ไม่ลุกลามเป็นมะเร็ง เป็นเอดส์ (ว่าไปนั่น)…(แต่ที่ร้ายแรงทุกวันนี้เพราะพื้นอารมณ์อื่นมากกว่ามั้ง)
    4.
    เอาน่า สภาวะโลกร้อนก็ทำให้รู้ว่าอย่างน้อยเชื้อโรคอย่างเราๆหลายท่านก็ยังมีความ“โรแมนติก”ต่อโลกใบนี้
    …คงยังไม่ถึงกับสิ้นหวังมั้งเนอะ

    ไม่รู้สิคะ อยากจะเชื่อว่าโลกและธรรมชาติคงมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่อุตส่าห์ให้สมองมนุษย์มีวิวัฒนาการมากขนาดมาทำร้ายตัวเองได้ เหมือนอย่างที่ให้วิวัฒนาการที่เหมาะสมกับสัตว์ต่างๆเพื่อให้อยู่รอดได้ในแบบของมัน…หรือว่าโลกจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ไม่ทราบ

    อะแฮ่ม …คนโรแมนติกทำไม่ดีต่อโลกจริง แต่ก็รักโลก(มั้ง)นะ

    ป.ล.รูปต้นไม้สวยและโรแมนติกดี

  20. มันเป็น butterfly Effect รึเปล่าน้อ

    นั่งกินลูกชิ้นปิ้งวันนี้ อาจทำให้โลกร้อนขึ้น 1 องศาในอีก 10 ปีข้างหน้าก็ได้นะ

  21. คิดไปคิดมา…
    การที่มีคนโรแมนติกอยู่บนโลก
    ก็ทำให้คนบนโลกมีรอยยิ้มได้
    หากแต่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
    และวิธีการโรแมนติกสักนิดน้อย
    (อาจจะเยอะอยู่หน่อย!)
    แบบไม่ให้กระทบกระเทือนต่อโลก
    ก็อาจทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นได้

    ชอบชื่อหัวข้อจังค่ะ
    :)

  22. โรแมนติกได้แต่พองาม

    มนุษย์ไม่ใช่ตัวทำลายล้าง แต่เป็นส่วนหนึ่งในสมดุลโลก

    เพียงแต่ ณ เวลานี้ มนุษย์ยะโสโอหังมากเกินไป …หรือความโอหัง ได้เปลี่ยนแปลงโลกไปแล้วตั้งแต่วันที่อีฟเด็ดแอปเปิ้ลในสวนอีเดน

    แต่ธรรมชาติ จงใจสร้างมนุษย์ให้เป็นแบบนี้

    มันคือความผิดพลาดเล็กๆ ที่กลับกลายเป็นว่า มนุษย์สถาปนาตัวเองเป็นผู้เรืองอำนาจของโลก

    …โรแมนติกกันต่อไปเถอะค่ะ

    ธรรมชาติย่อมมีวิธีปราบเด็กเกเรอย่างพวกเรา

    ไม้แก่มันดัดยากแล้ว

    โลกร้อน น้ำท่วม แห้งแล้ง …ใช้ชีวิตแบบไม่รู้สำนึก รอวันที่โลกจะ reboot ตัวเองดีกว่า ^^

  23. มนุษย์หนีไม่พ้นต้องตามใจกิเลสของตน ไม่ค่อยแคร์ต่อสิ่งใดอย่างที่พยายามสร้างภาพหรอก
    ใครๆก็อยากเอาความพอใจ เอาความสะดวกเข้าว่า
    ดังนั้น โลกจึงหนีไม่พ้นที่จะกำจัดมนุษย์ทิ้งไปซะ

  24. แต่วิลเลี่ยม เกรย์ ไม่เชื่อว่าโลกร้อนเกิดจากน้ำมือมนุษย์ แต่เกิดจากกระแสน้ำในมหาสมุทร แล้วอุณหภูมิของโลกจะเย็นตัวลงอีกใน 5-10 ปีข้างหน้า ขัดแย้งกันเองซะอย่างนั้น ไม่รู้ว่าข้างไหนน่าเชื่อถือมากกว่ากัน ก็ต้องรอดูกันต่อไป แต่สิ่งที่น่าเชื่อถือได้ก็คือ “ทุกอย่างมีมัก 2 ด้านเสมอ”

  25. โรแมนติกที่พี่คุ่นว่ามา เหมือนมันเป็นความโรแมนติดแบบไทยๆ เผลอๆจะเป็นแค่ฟอร์แมทของจริตแบบชนชั้นกลางในกรุงเทพๆด้วยซ้ำน่ะครับ ซึ่งเห็นด้วยว่ามันทำลายบรรยากาศดาวโลกจริงๆ

  26. คิดว่า..มนุษย์ก็คือธรรมชาติ
    เราไม่ได้อยู่สูงขนาดที่จะกำหนดชะตาโลกได้

  27. ขออนุญาตอีกสักครั้ง

    ไม่มีมนุษย์ โลกคงจะดีกว่านี้ แบบนั้นก็ไม่ต้องมี “โลก” ถ้าไม่มีมนุษย์ก็ไม่ต้องมี“โลก” ไม่ต้องมีการทำลายโลก ไม่ต้องมีการอนุรักษ์ ไม่ต้องมีอะไรทั้งนั้น อาจจะดีต่อโลก หรือไม่ดีหรือไม่อะไรทั้งนั้น

    เสียใจที่ให้ความเห็นทำนองว่าโรแมนติกแล้วช่วยโลกได้ ในขณะที่เราหลอนตัวเองกับอะไรที่ว่าทำแล้วดี ทำแล้วมีอารมณ์อยากช่วยโลก สิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กำลังเดือดร้อนถึงความเป็นความตายจริงๆ ไม่ใช่ความจริงที่ลวงคล้ายว่าจริง …แถมหาข้ออ้างให้ฟังเป็นข้อแก้ตัวที่ดูดีอีก ในขณะที่กำลังสร้าง“โรแมนติก”เพื่อไปช่วยโลก คุณหมีขาวมันกำลังจะจมน้ำตาย แพะภูเขาไม่มีที่อยู่ นกหลายตัวไม่มีบ้าน แต่คนยังมีอารมณ์โรแมนติกทั้งที่ไม่มีก็ได้ มันเป็นของฟุ่มเฟือย ไม่ใช่ “สาระ” ไม่ใช่ของจริง แต่ความเป็นคนทำให้ไม่อยากเข้าใจ หรือเข้าใจก็ขอเข้าใจในแบบคน อ้างข้างๆคูๆกันไป

    แล้วจะทำอย่างไรดี ถ้าไม่ทำพฤติกรรมแบบนั้นก็แทบจะไม่เหลือความเป็น “คน” ในความหมายของคน ในความเป็นสัตว์ก็ห่วงว่าสิ่งที่ทำมันทำลายบ้าน ในความเป็นคนก็อยากจะทำสิ่งนั้นอยู่ จะทำอย่างไรดี…

    คำตอบคงปลิวไปตามลมอย่างที่ลุงบ๊อบของพี่แกว่าไว้
    ***ต่อไปถ้าไม่เข้าใจสารอย่างถ่องแท้ เราเข้ามารับสารเฉยๆคงดีกว่า การพูดไปเรื่อยนี่ไม่ดี

  28. โรแมนติกมันมีหลายแขนงหลายระดับครับ

    การไปตั้งข้อแม้เอาเองว่า ถ้าไม่ทำแบบนั้น แล้วจะไม่เหลือความเป็นแบบนี้ ผมว่ามันก็แปลกๆ
    บางครั้งการหาข้ออ้างมาใช้เพื่อทำสิ่งที่อยากทำ มันต่างกับการหาเหตุผลเพื่อรองรับสิ่งที่จำเป็นจริงๆ

    ผมเชื่อว่าคำตอบมันมีแน่ๆ กับเรื่อง คน กับ โลก เพียงแต่หลายๆคนจะกล้ายอมรับไหม และจะกล้าเปลี่ยนตัวเองไหม

    เพราะบางครั้ง ถ้าใครต้องมารู้ว่า สิ่งที่ตัวเองคิดว่า มันถูก มันดี (ตามที่ใครก็ไม่รู้เขาว่ากันมา) มัน ไม่ได้ความ คนเหล่านั้นก็อาจจะยอมรับไม่ได้ แล้วก็ต้องดิื้่อทำต่อไป เพือพิสูจน์ว่า ไม่จริง ฉันไม่ผิด ก็ได้

    คนแบบนี้ก็มีให้เห็นอยู่ได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน

    โดยส่วนตัวผมว่า โรแมนติกได้ แต่ต้องรู้ว่าตัวเองทำอะไร ไม่ไช่ทำเป็นคนดี แต่พอรู้่ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่ดี แทนที่จะเปลี่ยนตัวเอง กลับไปเปลี่ยนวิธีการพูดมาหลอกตัวเองแทน แบบนั้น…

  29. ความจริงประเด็นนี้เขียนเตือนตัวเองด้วยเหมือนกันว่า
    สิ่งที่เราชอบหรือคิดว่าดีกว่าอย่างอื่น
    อาจจะดีในความคิดความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น

    จำได้สมัยเด็กเป็นคนไม่สนใจการอาบน้ำ
    อยากออกไปเล่นเร็วๆ
    ผู้ใหญ่ก็จะว่ากล่าว บอกอาบแป๊บเดียวจะสะอาดได้อย่างไร

    นั่นก็เป็นมุมมองว่าต้องอาบน้ำนานๆ ละเอียดๆ จึงจะสะอาด
    ในแง่ของความสะอาดก็อาจจะจริง แต่ในแง่ของโลกก็เป็นการสิ้นเปลืองน้ำ
    คำถามคือเราควรสนใจตัวเองมากแค่ไหน สนใจสิ่งอื่นมากแค่ไหน
    โดยส่วนตัวคิดว่าคนสนใจตัวเองมากเกินควร และควรผ่อนๆลง
    ควรคิดถึงผลกระทบที่เกิดจากพฤติกรรมของเรามากกว่าเดิม

    การต่อต้านสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย ภาษาอังกฤษเรียกว่า reactionary
    นั่นคือ ไม่สนที่จะดูข้อดีข้อด้อยของความคิดใหม่ๆ
    ต่อต้านไว้ก่อน เพียงเพราะไม่ใช่สิ่งที่เคยทำอยู่จนชอบไปแล้ว
    ความโรแมนติกบางครั้งก็เกี่ยวข้องกับความรู้สึกแบบนี้ แต่ก็ไม่เสมอไป

    ขึ้นอยู่กับตัวตนของแต่ละคน ว่าเป็นมนุษยนิยมมากน้อยแค่ไหน
    บางคนอาจจะบอกว่า เราเป็นมนุษย์ ไม่เห็นผิดอะไรที่จะเข้าข้างผลประโยชน์ของมนุษย์ก่อนอย่างอื่น
    ในมุมมองนั้นก็คงไม่ผิด
    แต่มนุษย์เป็นสัตว์แปลกตรงที่สามารถระงับพฤติกรรมของตัวเองได้ ถ้าต้องการจะระงับจริงๆ
    ในเมื่อหลักฐานมีอยู่ชัดเจนว่าเราเป็นสัตว์ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมมากที่สุดบนโลกนี้
    และเรามีความพิเศษตรงที่เราสามารถลดการทำลายลงได้
    มีเหตุผลดีที่ไหนหรือเปล่าว่าเราไม่ควรระงับ นอกจากเหตุผลของความเห็นแก่ตัว

  30. พอเพียง และ ทางสายกลาง ดีที่สุดค่ะ
    พอเพียง ใช้ทุกอย่างที่จำเป็นอย่างพอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือย เพราะจะอย่างไรเราก็ต้องใช้ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต ถ้ามันจะกระทบสิ่งแวดล้อมบ้าง มันก็เป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะเราจะต้องมีชีวิตอยู่
    เดินทางสายกลาง โรแมนติกบ้าง แต่ก็เอาแต่พอดี ให้หัวใจชุ่ม ๆ แต่ไม่ชื้นแฉะ
    น่าจะโอเค

  31. งั้นลดความเห็นแก่ตัวตนละหน่อยคงจะดีกว่า
    เพราะถ้าจะให้หยุดหายใจ หรือหายใจน้อยลง คงเป็นอะไรที่ลำบากใจเหมือนกัน ฮ่าๆ

Leave a Reply