ปัญหาแตกโลก

bush.jpg

ไม่ใช่ปัญหาโลกแตก แต่เป็นปัญหาแตกโลก เพราะคำถามใหญ่ๆทั้งหลายมักทำให้คนทะเลาะเบาะแว้งแตกแยกจากความไม่เห็นพ้องต้องกัน

เว็บไซต์ของ John Templeton Foundation (www.templeton.org/purpose) ตั้งคำถามใหญ่ๆให้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้เกี่ยวข้องกับแวดวงวิทยาศาสตร์ได้คิดได้ตอบให้ปวดหัวเล่น เขาบอกว่าทำขึ้นเพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้เกิด “บทสนทนา” ทางวิทยาศาสตร์ เป็นกิจกรรมที่น่าสนุกและน่าติดตามอย่างยิ่งสำหรับคนเนิร์ดๆที่ชอบเพ้อเจ้อเรื่องกว้างๆอย่างเรา (พอหันไปสนใจเรื่องเฉพาะเจาะจง อย่างเรื่องการเมืองไทย แล้วไม่รู้สึกอะไรนอกจากความหดหู่ มีแต่คนเลวทะเลาะกับคนชั่ว คนแก่ถากถางกันเอง คนปลิ้นปล้อนตีกอล์ฟจิบไวน์ นักการเมืองยุคแบคทีเรียย้อนคืนสังเวียน ฯลฯ) 

คำถามใหญ่ๆที่ John Templeton Foundation เคยตั้งมาแล้ว เช่น “Is it Good to be Good?” (เป็นคนดีนี่มันดีหรือเปล่าหนอ) “Can Happiness be Measured?” (ความสุขวัดได้หรือไม่) ไปจนถึง “Do we live in a Multiverse?” (เราอาศัยอยู่ในพหูภพหรือไม่–ไม่รู้เขามีศัพท์ “พหูภพ” ใช้กันจริงหรือเปล่า แปลเองจากคำว่า “multiverse” ความเชื่อทางทฤษฎีสตริงที่ว่าจักรวาลมีมิติทับซ้อนกันเป็นจำนวนมาก เชื่อว่าโลกใบนี้มีอยู่ในหลายมิติ และในแต่ละมิติก็มีความแตกต่างกันเท่าที่ “ความเป็นไปได้” จะอนุญาตให้มี เช่น ในโลกใบนี้เมื่อวานเราอาจจะข้ามถนนอย่างปลอดภัย แต่ในอีกมิติหนึ่งเราอาจจะถูกรถชนขาหัก ฯลฯ)

คำถามล่าสุดคือ “Does the Universe have a Purpose?” (เอกภพมีจุดประสงค์หรือไม่)

นักวิทยาศาสตร์จากสาขาต่างๆพากันแสดงความเห็นอย่างคึกคัก มีทั้งที่บอกชัดๆว่า “ไม่” และ “มีแน่นอน” ไปจนถึง “อาจจะ” “หวังว่า” และ “ไม่แน่ใจ”

น่าสนใจตรงที่ไม่มีใครออกความเห็นว่า “ไม่รู้”

ถ้าอย่างนั้นเราขอออกความเห็นว่า “ไม่รู้” ซึ่งคิดว่าเป็นความเห็นที่ผ่านการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์มาแล้ว แต่เป็นวิทยาศาสตร์ด้านสมองของมนุษย์ การศึกษาสมองบ่งบอกว่าถึงแม้สมองของมนุษย์จะถือเป็นอวัยวะมหัศจรรย์ มีศักยภาพสูงกว่าคอมพิวเตอร์ไม่รู้กี่เท่า และมีความลึกลับที่ยังไม่มีใครเข้าใจอีกมากมาย แต่มันก็มีขีดจำกัดและมีคุณสมบัติของ “มายา” อยู่ด้วย นั่นคือสิ่งที่เราเห็นหรือสิ่งที่เราเชื่อ อาจไม่ใช่ความจริงแท้แน่นอนนัก หากแต่เป็นระบบทำงานของสมองที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติ (ภาพที่เราเห็นไม่ใช่ภาพ “ความจริง” แต่เป็นภาพที่ถูกสมองปรับให้เข้ากับการใช้งานของเราแล้ว) หมายความว่าสิ่งที่เราเป็นโดยส่วนใหญ่ก็คือสิ่งที่สมองเราจัดการให้เราเป็น โลกหรือธรรมชาติภายนอกจะเป็นอย่างไรหากไม่ได้มองผ่านความเป็นมนุษย์ เราอาจไม่สามารถล่วงรู้ได้จริง ดังนั้น คำถามประเภท “เอกภพมีจุดประสงค์หรือไม่” ดูจะเป็นคำถามที่เกินความสามารถของสมองมนุษย์

หากเชื่อตามทฤษฎีว่าเอกภพเกิดจากปรากฏการณ์บิ๊กแบงเมื่อประมาณหนึ่งหมื่นสี่พันล้านปีก่อน โลกก่อตัวขึ้นเมื่อประมาณสี่พันล้านปีที่แล้ว และมนุษย์มีประวัติศาสตร์เพียงแสนกว่าปี (จากฟอสซิลที่ค้นพบในแอฟริกา) อีกทั้งอารยธรรมของมนุษย์ “สมัยใหม่” ก็เพิ่งเดินทางมาไม่กี่พันปี ยังไม่นับว่าวิทยาศาสตร์หลายแขนงยังไม่ถือเป็นการทดสอบด้วยหลักฐาน แต่เป็นเพียงทฤษฎี เป็นเพียงความเห็นของสมองที่ถึงแม้จะมีอัจฉริยภาพเพียงไรก็มีขีดจำกัดตามธรรมชาติ จึงไม่มีเหตุผลใดจะแสดงว่าเรามีความสามารถหรือความรู้เพียงพอจะตอบคำถามว่า “เอกภพมีจุดประสงค์หรือไม่” ได้เลย (แถมมุกฝืด: จักรภพมีจุดประสงค์แน่ๆ โดยไม่ต้องวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์)

24 Responses to “ปัญหาแตกโลก”

  1. ทฤษฎี บิ๊กแบง ในตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ ก็ยังพยายามพิสูจน์อยู่เลยครับ ว่ามันชัวร์แค่ไหน
    หรือ เอกภพ เองตอนนี้ก็กำลังขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วกว่าเดิม
    และยังมีพลังงานด้านมืด (Dark Energy) ที่เรายังไม่รู้ว่าคืออะไรในจักรวาล อีก 70 เปอร์เซ็นต์

    ผมไม่รู้ว่าขอบเขตของสมองมนุษย์จะสามารถเข้าใจถึงจุดหมายของเอกภพได้ไหม
    แต่ก็เชื่อนะครับว่า กระบวนการในการทำความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรือภาษาทางคณิตศาสตร์นั้น จะเป็นเครื่องมือที่สากล (อาจจะคิดได้ว่า สากล ก็มาจากนิยามของสมองคนเรา) เพียงพอจะตอบคำถามได้ในอนาคตว่า เอกภพมีจุดมุ่งหมายอะไร

    เพราะมันเป็นไปได้ (พอกับที่เป็นไปไม่ได้ว่า ) ความลับของจักรวาล ก็อาจสัมพันธ์กับความลับในสมองของมนุษย์ที่ยังถูกเปิดเผย หรือนำมาใช้งานได้เพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น
    การเข้าถึงความลับของจักรวาล ก็อาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับความลับในการถือกำเนิดของมนุษย์ก็เป็นได้

    (ชอบมุกฝืดอ่ะ 55)

  2. สงสัยหนะว่าคนเราที่มีอายุได้มากที่สุดประมาณ 125 ปี จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของจักรวาลประมาณแค่ไหน คณิตศาสตร์อาจพาจินตนาการไปได้ไกลกว่า แต่เสียดายที่มีเพียงไม่กี่คนที่จะสามารถเข้าถึงคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนขนาดนั้นได้

  3. เห็นด้วยกับเหตุผลครับ ว่าเรื่องนี้น่าจะเกินสมองมนุษย์จะรู้ได้ ขนาดพระพุทธเจ้า มี จุตูปปาตญาณ รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ก็ยังไม่ตอบคำถามเรื่องการเกิดของโลกของจักรวาล (หรือท่านอาจจะพูดไว้ ที่ไหนสักแห่ง แต่คนสมัยนั้นแปลความหมายกันไม่ออกเอง ก็ไม่รู้นะ)

    พูดเรื่องกำลังสมอง ก็ทำให้นึกไปถึงกำลังจิต ผมว่า “สมองที่ดี” ไปได้ไกลไม่เท่า “จิตที่ดี” อย่างที่ว่าพระพุทธเจ้าหยั่งรู้ด้วยปัญญา ซึ่งมาจากจิต ไม่ใช่ด้วยการใคร่ครวญขบคิดด้วยสมอง

    แต่ถ้าเอาเรื่องจิตไปพูดกับนักวิทยาศาสตร์ ก็คงจะมีประเด็นเก่าๆให้เอามาเถียงกันใหม่นั่นแหละ สรุปว่าจิตมาจากสมองรึเปล่า เป็นอันเดียวกัน หรือแยกกัน :-)

  4. มัทชอบที่ Umberto Eco เขียนไว้ว่า
    “I have come to believe that the whole world is an enigma, a harmless enigma that is made terrible by our own mad attempt to interpret it as though it had an underlying truth.”

    เพิ่งเขียน blog เรื่องการออกความเห็นว่า”ไม่รู้”ไปว่า หลายๆครั้งคำว่า “ไม่รู้” นี่แหละเป็นคาถาวิเศษ

    พระพุทธเจ้าก็สอนเรื่อง อจินไตย ไว้

    แต่นี่เดืิอนหน้าก็จะไปฟังคนถกกันเรื่องปัญหาใหญ่ๆอีกแล้วหล่ะพี่ ตอนนี้ยังอยู่ในช่วง vote คำถาม
    ที่มัทคิดว่าฟังดูแตกโลกดีก็มี
    What makes a society succeed?
    What makes people happy?
    Why are some countries rich and others poor?
    How does the brain create models of the world?
    How do nature and nurture consort?
    งานนี้จัดโดย Canadian Institute of Advanced Research เค้าคั้งเป้าว่าจะคุยกันแบบให้คิดเสมอว่า งานวิจัยจะช่วยตอบปัญหาเหล่านี้ยังไง ไม่เถึยงกันแบบ ฉันคิดว่าคำตอบฉันถูก หรือ ก็ฉันคิดอย่างเนี๊ยะ ต้องรอดูดิ๊ว่าจะออกมาเป็นยังไง

  5. ชอบของแถมตอนท้ายค่ะ

  6. น่าสนใจมากๆ

    เรื่อง Multiverse นี่เหมือนเคยได้อ่านมา แต่ไม่ใช่งานที่เป็นวิทยาศาสตร์โดยตรง
    เป็นนวนิยายของคุณวินทร์นั่นล่ะ เรื่อง”ผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ”(ถ้าจำชื่อไม่ผิด) ชอบ แต่ไม่สามารถเข้าใจได้ร้อยเปอร์เซนต์ คิดแค่ว่า เรื่องนี้คงจะสนุกดีถ้าเราเข้าใจกระจ่างแจ้ง

  7. This มุก was not ฝืด “จักรภพมีจุดประสงค์แน่ๆ โดยไม่ต้องวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์”. It’s really funny. LOL

    IN GENERAL….
    In the past, Thai culture was not education. We didn’t really want to discuss a science problem to find out the answer.

    Now…it’s going to change. We are educated and we believed that argument is important.

  8. ถ้ารักจะทำให้ประเทศสงบสุขได้ มีเงื่อนไขอีกหนึ่งที่ต้องทำให้ได้ คือ
    รักนักการเมืองเสมือนญาติให้ได้
    หากญาติเราก็ยังรักไม่เป็น ก็อย่าหวังว่าจะอยู่กันได้อย่างสงบสุข

    แม้จะด่าใครซักคนเพื่อให้โลกมันดีขึ้น เรายังต้องด่าด้วยความรู้สึกรัก
    จึงจะเปลี่ยนสิ่งต่างต่างให้ดีได้

    ถ้าเราสักแต่ด่าระบายความโกรธและความเกลียด และจัดชั้นมนุษย์
    ไม่ว่าแบ่งด้วยปัญญาหรือไร้ปัญญา หรือรูปกาย สมมุติภายนอก
    เราก็จงอย่าปฏิเสธว่า …
    สุดท้ายเราก็คนหนึ่งที่ทำให้โลกมันร้อนขึ้น
    โลกอาจแตกเร็วขึ้นอีกศูนย์จุดศูนย์ศูนย์ศูนย์ห้าสามสองสี่วินาที
    หรืออาจเร็วขึ้นอีกหนึ่งมี ถ้าเป็นผู้มากความสามารถ(อันนี้มั่ว )
    เพราะเพียงปัดเศษนิดเดียว โลกก็เคลื่อนไหวต่างไปจากตัวเลขไปปัดเศษมากมาย
    …เพียงผีเสื้อขยับปีก…

    จักรวาลมีจุดมุ่งหมายแน่นอน เช่นเดียวกับ ชีวิต
    สมองโยงใยกับจักรวาล

    เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น และไม่น่าใช่มุกฝืด

    และเชื่ออีกว่าสมมติฐานนี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ขณะนี้
    เครื่องมือพิสูจน์อยู่ที่สมองและจิตวิญญาณที่มนุษย์มีอยู่ในทุกตัวตน แต่คงต้องรับการพัฒนา
    ถึงขีดสูงสุด

    ด้วยความเชื่อภายใต้การกระบวนการคิด ทางปัญญาของศาสนา เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า
    นั่นคือกระบวนการขัดเกลาความเป็นมนุษย์สู่จุดสูงสุด

    เชื่อในถ้อยคำ “ใบไม้ทั้งป่า เราหยิบมาเพียงกำมือ”
    เพียงหนึ่งกำมือ หากมนุษย์ทำได้เยี่ยงนั้น มนุษย์ก็จะอยู่รอดได้คำตอบ
    ในเวลาหนึ่ง พิสูจน์ด้วยการอยู่ร่วมกันของมนุษย์เอง

    ไม่ฆ่ากันตายไปเสียหมด ไม่ทำลายธรรมชาติ จนไม่อาจอยู่ได้
    ด้วยโลกร้อน โลกแตก ไปเสียก่อน ที่จะแตกปัญหาหาจุดมุ่งหมายในการมีชีวิต
    หรือจุดมุ่งหมายแท้จริงของการอยู่ร่วมกันได้เสียก่อน

    ส่วนใบไม้ทั้งป่า มนุษย์ที่ยังไม่พัฒนาทางจิตวิญญาณ ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะรู้
    มิฉะนั้นเราก็จะมีเครื่องมือทำลายกัน นั่นคืออีกหนึ่งความไม่ประมาทขององค์ศาสดา
    แค่ความลับของพลังงานนิวเคลียร์ ก็เกือบจะล้างโลกได้แล้ว

    ทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นเพียง มายาความคิด ที่ประมวลมั่วมั่วเองใน หนึ่งมันสมอง ที่สนใจปัญหา แตกโลกค่ะ

  9. เรื่องบางเรื่อง คิดไปก็เท่านั้น

  10. บางเรื่องคิดไปก็เท่านั้น ไม่คิดเลยก็อยู่เท่านั้น
    แค่เรื่องจะคิดเท่าไหน ยังเป็นปัญหาโลกแตกเลย
    โอ้ย…กลุ้ม

  11. เห็นข่าวหน้าหนึ่งบ่อยมากเรื่องการถกเถียงคาวงเหล้า ไม่ตายก็มีเลือดสาด5555 อะไรจะเกิดจะเป็นไปก็อย่าไปสงสัยถกเถียงกันให้เสียเวลาเลย ปล่อยให้มันเป็นไปเหอะเนอะ

  12. ชอบจัง
    เคยคิด เคยฟังเรื่องหลายภพทับซ้อนกันอยู่เรื่อยๆ (โดราเอมอนก็อันนึง)
    แล้วก็ปวดหัว เลิกคิด ยาก ยาก

    แปลคนไม่มีประเทศต่อยังครับ?

  13. ปรกติที่ผู้เชี่ยวชาญจำเป็นต้องตอบอย่่างใดอย่างนึง ก็เพื่อให้เรื่องมันต่อไปได้ เป็นประกายให้คนรุ่นต่อๆไปเอาไปคิดต่อแหล่ะครับ

    ขืนตอบไปตรงๆว่า ไม่รู้ หรือ เฮ้อคิดมากทำไม คิดไปก็เท่านั้น แบบนั้น มันก็ไม่มีการกระเตื้ิองขององค์ความรู้ใดใดเลย

  14. การตอบด้วย “ไม่รู้” เป็นจุดจบ
    แต่ตอบด้วย “สาเหตุหนึ่ง” เป็นจุดเริ่มต้น
    แต่กระนั้น ไม่ใช่ว่าทุกเรื่องจะมีคำตอบ
    อย่างน้อย ก็เพราะสมองเราไม่สามารถ (อย่างที่คุณบอก)

  15. ขอขอบคุณ คุณปราบดาอีกครั้ง ที่ยังสรร หาเรื่องใส่กระโหลก ให้ได้ออกกำลังกายกันอีกครั้ง

    ผมติดใจเรื่อง สมองและมายาเป็นพิเศษ
    แถมอีกอย่าง เรื่อง Pattern Recognition ภายใต้สภาพใต้จิตสำนึกผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5(มากหรือน้อยกว่านี้รึเปล่าหว่า สำหรับบางคนตามคำนิยามทางกายภาพ) เป็นเหตุใหต้องฉงนกับที่มาของการสร้างเหตุผลในหมุ่มวลมนุษย์เราจากสิ่งที่เคยชินและถูกเก็บเป็นประสบการณ์ อันนี้ผมขอเดาว่าเกี่ยวข้อง และอยู่ในสมองอาจเป็นในรูปของการเล่นปฏิกิริยาเคมี สารตกค้างสถานะเปลี่ยนแปลงยากคงเป็นความทรงจำ
    ถามผมรู้มั้ย ผมตอบไม่รู้

    เหอ เหอ เหอ ขอลองหยอดดูหน่อย ผ่านตาผู้อ่านเรียบร้อยแล้ว รับไปด้วยไม่รู้ตัว

    ติดใจอีกย่างเรื่องของขอบเขตสมอง
    ในเมื่อถ้าทุกอย่างที่เราสัมผัสได้ในรูปแบบปัจจุบันนั้น ซึ่งอาจมีสมองเป็นตัวกลางทำการแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือคงสภาพ แถมเก็บได้ด้วย (เพื่อที่จะใช้ชีวิตได้อย่างปกติ อย่างคนปกติ maybe)
    คำถามต่าง ๆ ที่ชวนให้นักวิทยาศาสตร์ยกนำมาถกกันนั้น เป็นเพียงสมองส่งสารเคมีบางอย่างให้ร่างกายขยับกลับเป็นสิ่งที่ให้สมองรับอีกครั้ง
    …— ถาม — ตอบ — ถาม — ตอบ — ถาม — ตอบ—…
    (ทบทวนเรื่องที่ิอิงไว้ข้างต้น)

    สำหรับผมว่ามันสนุกดีที่ทุกครั้งได้ยินคำตอบ เหมือนตอนต่อจิ๊กซอว์เสร็จ แต่เกรงว่าชีวิตนี้คงต่อไม่เสร็จ

  16. วิทยาศาสตร์ เป็นแค่เรื่องสมมุติ

    ตอบว่า “ไม่รู้” ดูจริงใจกว่าเยอะนะคะ ^ ^

  17. สมองเรามีขีดจำกัดเพียงแค่อยาตนะห้า
    บางคนบอกมีอีกหนึ่งสัมผัสหรือเรียกว่าสัมผัสที่หก
    อาจคือสัมผัสทางใจหรือทางกระแสคลื่นแห่งจิตของเรา

    ข้อมูลต่างๆทั้งข้อเท็จจริงหรือความรู้สึกต่างๆ
    ที่ได้จากสัมผัสเหล่านั้นมันก็เก็บไว้ที่เซลสมอง
    เมื่อรับเรื่องราวใดใดเข้ามาอีกมันจะไปประมวลผล
    จากข้อมูลต่างๆเหล่านั้นกลายเป็นความรู้สึกในปัจจุบัน

    มีหลายคนเชื่อเรื่องอดีตชาติ ว่ามันติดกระแสคลื่นแห่งจิตวิญญาณเรามา
    เกิดมาได้สมองก้อนใหม่แต่จิตวิญญานดวงเดิม
    กระแสจิตคือกระแสไฟฟ้าที่วิ่งวนอยู่ในเซลสมองทำให้เกิดการทำงาน
    ดุจเดียวกับสมองคอมพิวเตอร์ที่เราเองก็เลียนแบบสมองมนุษย์มา

    เชื่อไม่เชื่อ เรื่องมิติทับซ้อน อันนี้ยังไม่แน่ใจ แต่เชื่อว่าอะไรก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น

  18. คิดก็แย่ ไม่คิดก็ไม่ได้ … อะไรกันน๊อ โลกนี้

  19. 55555
    นักการเมืองยุคแบคทีเรียย้อนคืนสังเวียน
    ไม่ค่อยเข้าใจความหมายหรอก แต่ขำ

  20. ใช่เลย…
    จริงสินะทำไมเราไม่คิดมาก่อนว่า ไม่รู้ ก็ได้ เรามีคำถามร้อยแปดพันเก้าเลยตั้งแต่คำถามใกล้ชิดทำนองว่าคนเราเกิดมาทำไม ไปจนถึงคำถามไกลโพ้นเช่นเรื่องราวปริศนาความลี้ลับแห่งจักรวาล รู้สึกว่ายิ่งหายิ่งงง ยิ่งพบคำตอบมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่มีคำตอบมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางสารพันคำตอบที่ลายตาชวนให้บ้าได้นั้น พอคิดๆดูแล้วเราไม่ยักกะเคยตอบตัวเองสักครั้งเดียวว่า…ไม่รู้…ไม่รู้อ่ะ…ไม่รู้จ้า…ไม่รู้เฟ้ย

    ตอบว่า…ไม่ รู้…ก็ดีนะ คล้ายๆกับเป็นการแบ่งรับแบ่งสู้ว่ารู้น่ะมีนะ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่รู้ ยังไม่เจอรู้ ก็เอาไม่รู้ไปก่อน เหมือนกับเดินไปบนสะพานที่ทอดยาว คืออาจจะได้เจอรู้เมื่อใดก็ได้ แต่ถ้าไม่เจอก็เอาเป็นว่าคำตอบนี้ไม่รู้ไปก่อนละกัน

    เราเคยเง็งมากกับการสรรหาตรรกะที่วัดความจริงอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งสิ่งที่ฟันธงว่าจริงแน่ ก็ยังถลันไม่จริงไปได้ โดยเฉพาะปัญหาโลกแตกทั้งหลายนั่นแล อืม บางทีตอบว่าไม่รู้นี่มันคงเป็นคำตอบที่พอจะพิงกับความจริงได้มากที่สุดจริงๆ

  21. การเรียนรู้ก็คือการบอกต่อๆ กันมานั่นแหละครับ

  22. บางครั้งเราก็คิดไปว่า บางที จักรวาลมันอาจอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมใบหนึ่ง มีแต่ความว่างเปล่า

    ถ้าจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งมันคือความว่างเปล่า แล้วอะไรในความว่างเปล่านั้นทำให้เกิดจักรวาล ที่มีดาวนับแสนล้าน มีโลก ที่มีมนุษย์ที่เป็นแบบนี้

    แล้วถ้าก่อนมีจักรวาลมันมีแต่ความว่างเปล่าจริงๆ แล้วความว่างเปล่ามาจากไหน

    เราก็เลยคิดว่า บางทีมันอาจอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมใบหนึ่งละมั้ง

    งง ป่ะ

    เคยอ่านโลกของโซฟีมั้ย เป็นหนังสือที่ดีมาก ขอชื่นชมนักเขียน
    เราเคย แต่อ่านไม่จบ ความพยายามน้อยเกินไป ที่อ่านก็เพราะ อาจารย์จะออกข้อสอบ มันเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของวิชานึง แต่พออ่านแล้ว (นิดนึง) เราก็ว่าบางเรื่อง มันก็คล้ายๆกับสิ่งที่เราคิดมาตั้งแต่เด็กเลยอ่ะ

  23. Is it Good to be Good?
    คำถามนี้ตอบยาก

    คนมักจะชื่นชมคนดี แต่คนดีก็มีเลวเหมือนกัน และอาจจะไม่สามารถทำดีได้ ตลอดเวลา

    บางครั้งเราก็มีความสุขที่ได้เป็นคนดี ทำอะไรดีๆ

    บางครั้งการเป็นคนดีก็ทำให้เราอึดอัด (กับคำชม เพราะเราไม่ได้ดีอะไรขนาดน้านนน )

  24. โดยส่วนตัวเชื่อ ไม่สิ เรียกว่าจินตนาการเรื่อง parallel world เชื่อว่าจริงๆ แล้วทุกการตัดสินใจของเราอาจทำให้เกิดโลกขนานได้ ทุกๆ การตัดสินใจของเรามีผลกับและก่อให้เกิดสิ่งต่างๆกันได้เป็นล้านๆ เอาง่ายๆ อย่างภาพยนตร์เรื่อง sliding doors

    เคยอ่านหนังสือชื่อ the one นานแล้วค่ะ เรื่องราวเกี่ยวกับโลกขนาน รวมถึงเคยสนใจอ่านเรื่องเกี่ยวกับ quark หรือพวกหน่วยย่อยอะตอม มันเป็นหลักวิทยาศาสตร์ที่ไปเชื่อมกับทฤษฎีโลกขนานได้ (อ่านนานแล้วค่ะ สมัยหัวสมองกับวิทยาศาสตร์ยังเป็นมิตรกันอยู่)

    แอบรู้สึกว่า คำว่า ไม่รู้ มันเป็นคำที่ซับซ้อนและสร้างความลำบากใจจริงๆ สำหรับบางคน

Leave a Reply