ชายผู้ไร้ประเทศ บทที่ ๘

vonnegut.jpg

ชายผู้ไร้ประเทศ โดย เคิร์ท วอนเนกัต

 

 

คุณรู้ไหมว่ามนุษยนิยมคืออะไร

 

พ่อแม่และปู่ย่าตายายของผมเป็นมนุษยนิยม ที่เคยเรียกกันว่า นักคิดเสรี (Free Thinkers) ดังนั้น การเป็นมนุษยนิยมของผมคือการเคารพต่อบรรพบุรุษของผม ซึ่งพระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกว่าเป็นการกระทำที่ดี พวกเราชาวมนุษยนิยมพยายามประพฤติตัวเรียบร้อย ยุติธรรม และมีเกียรติที่สุดเท่าที่เราจะสามารถทำได้ โดยไม่มีความคาดหวังว่าจะได้รางวัล หรือจะต้องรับโทษทัณฑ์ในชีวิตหลังความตาย พี่ชายและพี่สาวของผมไม่คิดว่าชีวิตหลังความตายมีจริง พ่อแม่และปู่ย่าตายายของผมไม่คิดว่ามีชีวิตหลังความตาย การที่พวกเขามีชีวิตอยู่ก็เพียงพอแล้ว พวกเราชาวมนุษยนิยมให้การรับใช้อย่างสุดความสามารถ ต่อเรื่องนามธรรมเรื่องเดียวที่เรารู้สึกว่าสัมผัสได้จริง นั่นก็คือชุมชนของเรา

 

บังเอิญว่าผมเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของสมาคมมนุษยนิยมอเมริกัน โดยสืบต่อตำแหน่งมาจากไอแซ็ก อาซิมอฟ นักเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ล่วงลับ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่มีหน้าที่ใดๆทั้งสิ้น พวกเราจัดงานรำลึกถึงไอแซ็กเมื่อสองสามปีก่อน ผมขึ้นปราศรัยและในตอนหนึ่งผมพูดว่า “ตอนนี้ไอแซ็กอยู่บนสรวงสวรรค์แล้ว” มันเป็นมุกที่ตลกที่สุด ที่ผมจะสามารถใช้ต่อหน้าผู้ฟังที่เป็นมนุษยนิยม ผมทำให้พวกเขาม้วนต้วนเป็นแถวๆ ด้วยการหัวเราะท้องขดท้องแข็งเลยทีเดียว กว่าที่ทุกคนจะสงบลงได้ก็ต้องใช้เวลาหลายนาที และถ้าผมจะต้องตายขึ้นมา พระเจ้าช่วย ผมหวังว่าพวกคุณจะพูดว่า “ตอนนี้เคิร์ทอยู่บนสรวงสวรรค์แล้ว” มันคือมุกตลกมุกโปรดของผม

 

ชาวมนุษยนิยมรู้สึกอย่างไรกับพระเยซูน่ะหรือ ผมจะพูดถึงพระเยซู เช่นเดียวกับที่ชาวมนุษยนิยมทุกคนพูด “ถ้าสิ่งที่เขากล่าวไว้เป็นสิ่งดี และหลายๆเรื่องที่เขาทำก็เป็นเรื่องงดงามมาก แล้วจะสำคัญตรงไหนว่าเขาคือพระเจ้าหรือเปล่า”

 

แต่ถ้าพระคริสต์ไม่ได้เทศนาต่อสาวกบนภูเขาซีนาย (Sermon on the Mount) ที่สอนถึงความกรุณา และความเมตตาสงสาร ผมก็จะไม่อยากเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ

 

ผมอาจอยากเกิดเป็นงูหางกระดิ่งเสียก็ได้พอๆกัน

 

*

 

มนุษย์ต้องสุ่มเดาเกี่ยวกับเกือบทุกๆเรื่อง ตลอดระยะเวลาประมาณล้านปีที่ผ่านมา ผู้นำทั้งหลายในตำราประวัติศาสตร์ของเราคือนักเดาที่น่าประทับใจ และบางครั้งพวกเราก็เป็นนักเดาที่น่าหวาดหวั่นที่สุด

 

ขอให้ผมพูดถึงสักสองคนได้ไหม

 

อาริสโทเติล กับ ฮิตเลอร์

 

คนหนึ่งเป็นนักเดาที่ดี อีกคนหนึ่งเป็นนักเดาที่ชั่ว

 

และมวลชนแห่งมนุษยชาติยุคสมัยแล้วยุคสมัยเล่า เนื่องจากความรู้สึกต่ำต้อยทางความรู้ เช่นที่เรายังรู้สึกอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นความรู้สึกที่ถูก ต่างก็ไม่มีทางเลือกมากไปกว่าการเชื่อนักเดาคนนี้ หรือนักเดาคนนั้น

 

ตัวอย่างเช่น ชาวรัสเซียที่ไม่ได้สนใจการคาดเดาของอิวานผู้โหดเหี้ยม (Ivan the Terrible) ก็มีสิทธิ์โดนตะปูยึดหมวกไว้กับศีรษะของพวกเขา

 

เราต้องยอมรับว่านักเดาผู้ชอบโน้มน้าวจิตใจ แม้แต่อิวานผู้โหดเหี้ยม ผู้ซึ่งบัดนี้ถือเป็นวีรบุรุษคนหนึ่งในรัสเซีย ได้ช่วยมอบความกล้าหาญในการจัดการภารกิจยิ่งใหญ่ต่างๆให้แก่พวกเรา ซึ่งพวกเราไม่มีทางที่จะเข้าใจ ความล้มเหลวทางการเกษตร โรคระบาด การประทุของภูเขาไฟ เด็กทารกที่สิ้นใจในครรภ์–บรรดานักเดาทั้งหลายมักสร้างภาพมายาให้เราคิดว่า โชคร้ายและโชคดีเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และสามารถจัดการกับมันอย่างชาญฉลาดและได้ผล หากไม่มีภาพมายานั้น พวกเราอาจยอมแพ้ไปกันหมดตั้งนานแล้ว

 

แต่แท้ที่จริง บรรดานักเดาไม่ได้รู้ดีไปกว่าสามัญชน และบางทีก็รู้น้อยกว่า โดยเฉพาะเวลาที่พวกเขาสร้างภาพมายาว่า พวกเรามีอำนาจในการบังคับชะตาชีวิตของเราเอง

 

การคาดเดาแบบโน้มน้าวจิตใจเป็นแก่นกลางของการนำทางอำนาจมาเนิ่นนาน สำหรับประสบการณ์ของมนุษยชาติที่ผ่านมาทั้งหมด จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยที่ผู้นำส่วนใหญ่บนดาวเคราะห์ดวงนี้ ต้องการให้การคาดเดาดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่าข้อมูลความจริงต่างๆจะมีให้เรารับรู้แล้วก็ตาม ขณะนี้เป็นทีของพวกผู้นำที่จะเดาและเดา และต้องการให้คนอื่นฟังพวกเขา บางการคาดเดาที่โง่เขลาอย่างภาคภูม ิที่ส่งเสียงดังที่สุดในโลกทุกวันนี้ เกิดขึ้นในวอชิงตัน พวกผู้นำของเราชักเบื่อหน่ายเต็มทีกับข้อมูลที่ถูกสุมใส่มนุษยชาติ จากการวิจัยค้นคว้า จากนักวิชาการ และจากการสื่อข่าวแบบสำรวจตรวจสอบ พวกเขาคิดว่าคนทั้งประเทศก็เบื่อหน่ายกับข้อมูลเหล่านั้น และพวกเขาอาจจะคิดถูกก็ได้ พวกเขาไม่ได้ต้องการให้พวกเรากลับคืนสู่มาตรฐานระดับทอง พวกเขาต้องการอะไรที่ง่ายๆ พื้นๆ กว่านั้น พวกเขาต้องการให้พวกเรากลับไปสู่มาตรฐานแบบยุคน้ำมันงู

 

การมีปืนบรรจุกระสุนเป็นสิ่งดีสำหรับทุกคน ยกเว้นนักโทษในห้องขังหรือคนในโรงพยาบาลบ้า

 

ถูกต้อง

 

การใช้เงินจำนวนนับล้านไปกับสาธารณะสุขคือสถานการณ์เงินเฟ้อ

 

ถูกต้อง

 

การใช้เงินพันล้านไปกับอาวุธสงคราม จะช่วยบรรเทาสถานการณ์เงินเฟ้อได้

 

ถูกต้อง

 

เผด็จการฝ่ายขวามีความใกล้เคียงกับอุดมการณ์แบบอเมริกัน มากกว่าเผด็จการฝ่ายซ้าย

 

ถูกต้อง

 

ยิ่งเรามีขีปนาวุธระเบิดไฮโดรเจน ที่พร้อมจะปฏิบัติการทันทีที่มีคำสั่งมากเท่าไร มนุษยชาติก็จะยิ่งปลอดภัย และโลกนี้ก็จะดีสำหรับลูกหลานของเรายิ่งขึ้นเท่านั้น

 

ถูกต้อง

 

ของเสียจากอุตสาหกรรม โดยเฉพาะประเภทที่มีกัมมันตภาพรังสี ไม่ค่อยทำร้ายอะไรใครหรอก เพราะฉะนั้นทุกคนควรจะหุบปาก เลิกบ่นถึงมันซะ

 

ถูกต้อง

 

อุตสาหกรรมต่างๆควรได้รับอนุญาตให้ทำอะไรก็ได้ที่พวกเขาต้องการ: ติดสินบน ทำลายสิ่งแวดล้อมนิดๆหน่อยๆ กำหนดราคาสินค้า ต้มตุ๋นลูกค้าโง่ๆ ตัดสิทธิ์ในการแข่งขัน และปล้นกระทรวงการคลังเมื่อพวกเขาเงินหมด

 

ถูกต้อง

 

นั่นคือระบบการค้าเสรี

 

และนั่นก็ถูกต้อง

 

พวกคนจนคงทำอะไรผิดพลาดอย่างรุนแรง ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็ไม่จนหรอก เพราะงั้นลูกหลานของพวกเขาจึงต้องชดใช้กรรม

 

ถูกต้อง

 

สหรัฐอเมริกาจะถูกคาดหวังให้ดูแลประชาชนของตัวเองไม่ได้

 

ถูกต้อง

 

ตลาดเสรีจะทำหน้าที่นั้นเอง

 

ถูกต้อง

 

การค้าเสรีคือระบบที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากระบบยุติธรรม

 

ถูกต้อง

 

ผมล้อเล่น

 

และถ้าคุณเป็นคนมีการศึกษา เป็นคนมีความคิดจริงๆ คุณจะไม่ได้การต้อนรับในวอชิงตัน ดี.ซี. ผมรู้จักนักเรียนมัธยมต้นหัวดีสองสามคน ที่จะไม่ได้การต้อนรับในวอชิงตัน ดี.ซี. คุณจำพวกนายแพทย์ที่ออกมาประกาศว่ามันเป็นความจริงง่ายๆทางการแพทย์ ที่คนเราไม่สามารถรอดชีวิต จากการโดนระเบิดไฮโดรเจนแม้เพียงเล็กน้อยได้ไหม พวกเขาไม่เป็นที่ต้อนรับในวอชิงตัน ดี.ซี.

 

แม้ว่าเราจะยิงอาวุธไฮโดรเจนกลุ่มแรกออกไป และฝ่ายศัตรูไม่ยิงตอบโต้กลับ พิษที่ระเหยออกมาจากอาวุธเหล่านั้นก็คงฆ่าล้างโลกทั้งใบได้หมดสิ้น

 

วอชิงตันให้ความเห็นอะไรน่ะหรือ พวกเขาเดาไปในทางอื่น แล้วการศึกษาจะมีประโยชน์อะไรเล่า บรรดานักเดาครึกครื้นผู้เกลียดชังข้อมูลข่าวสาร ยังคงเป็นผู้กุมอำนาจ และบรรดานักเดาเกือบทั้งหมดก็เป็นพวกการศึกษาสูงทั้งนั้น ลองคิดดูสิ พวกเขาต้องโยนการศึกษาของพวกเขาทิ้งไปหมด แม้แต่การศึกษาจากฮาร์วาร์ดหรือเยล

 

ถ้าพวกเขาไม่โยนการศึกษาทิ้งไปเสีย ก็ไม่มีทางที่การคาดเดาแบบไม่หยุดยั้งของพวกเขา จะดำเนินต่อไปและต่อไปและต่อไป พวกคุณกรุณาอย่าทำอย่างนั้นเลยนะครับ แต่ถ้าคุณใช้ประโยชน์จากความรู้มหาศาลของคนมีการศึกษา คุณก็จะเป็นคนโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงานรกเลยทีเดียว เพราะพวกนักเดามีจำนวนมากกว่าคุณ–ผมต้องขอเดา–ว่ามีจำนวนมากกว่าถึงสิบต่อหนึ่ง

 

*

 

ถ้าคุณยังไม่ทันสังเกต ผลลัพธ์ที่เกิดจากการเลือกตั้งแบบโกงๆอย่างหน้าไม่อายในฟลอริดา ที่ชาวแอฟริกันอเมริกันนับพันถูกทำให้หมดสิทธิ์อย่างมั่วๆ ทำให้ปัจจุบันนี้ เรามีภาพลักษณ์ต่อโลกในลักษณะของประเทศที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งภาคภูมิ แสยะยิ้ม ยื่นคาง รักสงครามอย่างไร้ความปรานี และมีอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างอย่างน่าขยะแขยง–เราหยัดยืนโดนไม่มีใครต่อต้าน

 

ถ้าคุณยังไม่ทันสังเกต ขณะนี้เราเป็นที่หวาดกลัวและรังเกียจไปทั่วโลก พอๆกับที่พวกนาซีเคยเป็น

 

และมีเหตุผลที่ทำให้เราเป็นเช่นนั้น

 

ถ้าคุณยังไม่ทันสังเกต ผู้นำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของเรา ได้บั่นทอนคุณค่าของความเป็นมนุษย์ในคนหลายล้านคน เพียงเพราะศาสนาและเชื้อชาติของพวกเขา เราทำให้พวกเขาบาดเจ็บ ฆ่าพวกเขา ทรมานพวกเขา และกักขังพวกเขาตามที่เราต้องการ

 

ง่ายดายมาก

 

ถ้าคุณยังไม่ทันสังเกต พวกเรายังบั่นทอนความเป็นมนุษย์ในทหารของเราเอง ไม่ใช่เพราะศาสนาหรือเชื้อชาติของพวกเขา แต่เพราะพวกเขามาจากชนชั้นที่ต่ำกว่า

 

ส่งพวกเขาไปไหนก็ได้ สั่งให้พวกเขาทำอะไรก็ได้

 

ง่ายดายเหลือเกิน

 

ผมจึงเป็นชายผู้ไร้ประเทศ เว้นแต่สำหรับเหล่าบรรณารักษ์ และหนังสือพิมพ์ชิคาโกที่ชื่อ In These Times

 

ก่อนที่เราจะรบกับอิรัค หนังสือพิมพ์ นิว ยอร์ก ไทม์ส ผู้ยิ่งใหญ่รับประกันว่ามีอาวุธทำลายล้างระดับสูงอยู่ที่นั่นแน่ๆ

 

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และมาร์ก ทเวน ถอดใจจากมนุษยชาติในช่วงบั้นปลายชีวิตของพวกเขา แม้ว่าทเวนจะไม่เคยเห็นกระทั่งสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ตอนนี้สงครามถือเป็นความบันเทิงทางทีวี และสิ่งที่ทำให้สงครามโลกครั้งที่หนึ่งบันเทิงเป็นพิเศษ คือสิ่งประดิษฐ์สองอย่างของอเมริกา นั่นคือ รั้วลวดหนาม กับ ปืนกล

 

อาวุธบรรจุเศษระเบิดที่เรียกว่า shrapnel ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยชาวอังกฤษนามสกุลนั้น คุณไม่เคยใฝ่ฝันที่จะมีอะไรบางอย่างถูกเรียกด้วยชื่อของคุณบ้างหรือ

 

เช่นเดียวกับไอน์สไตน์กับทเวน ผู้ซึ่งยิ่งใหญ่กว่าผม เดี๋ยวนี้ผมก็เลิกหวังกับมนุษย์แล้ว ผมเป็นทหารผ่านศึกจากสงครามโลกครั้งที่สอง และผมต้องบอกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ผมต้องยอมจำนนต่อเครื่องทำสงครามที่ไร้ความปรานี

 

คำสุดท้ายก่อนตายของผมน่ะหรือ “ชีวิตไม่ใช่วิธีดูแลสัตว์ที่ดีเลย แม้แต่การจะดูแลหนูสักตัว”

 

สารระเบิดเนปาล์ม (napalm) มีที่มาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เห็นไหมล่ะ!

 

ประธานาธิบดีของเราเป็นคริสต์อย่างนั้นหรือ เอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็เป็นเหมือนกัน

 

เราจะบอกอะไรกับเยาวชนของเราดี ในเมื่อตอนนี้พวกโรคจิต ซึ่งก็คือคนที่ไม่มีจิตสำนึก ไม่มีความปรานีหรือความละอายใจ ได้เอาเงินในคลังจากรัฐบาลและองค์กรต่างๆของเรา ไปเป็นของพวกเขาเองหมดแล้ว

 

*

 

อย่างมากที่สุดที่ผมสามารถมอบให้คุณไว้ยึดมั่น ที่จริงแล้วก็ไม่มีค่าอะไรนัก ไม่ได้ดีไปกว่าการไม่มีอะไรเลยสักเท่าไร และอาจจะแย่กว่าความไม่มีอะไรเลยสักหน่อยด้วยซ้ำ นั่นก็คือความคิดหนึ่งของวีรบุรุษสมัยใหม่ที่แท้จริงคนหนึ่ง คือแก่นแท้ของชีวิตของอิกแนซ เซมเมลไวส์ ฮีโร่ของผม

 

อิกแนซ เซมเมลไวส์ เกิดในบูดาเปสท์ เมื่อปี ๑๘๑๘ ชีวิตของเขาเหลื่อมกับชีวิตของปู่ของผมและปู่ของพวกคุณ และมันอาจจะดูเหมือนนานมาแล้ว แต่ความจริงเขาเพิ่งมีชีวิตอยู่เมื่อวันวานเท่านั้นเอง

 

เขาเป็นสูติแพทย์ ซึ่งก็ควรทำให้เขาสมัยใหม่มากพออยู่แล้ว เขาอุทิศชีวิตให้กับเด็กทารกและมารดาของเด็กๆ เราต้องการวีรบุรุษอย่างนั้นมากขึ้น ทุกวันนี้ความสนใจในมารดาเด็ก เด็กทารก คนชรา หรือใครก็ตามที่ด้อยทางกายภาพหรืออ่อนแอทางฐานะ มีน้อยเหลือเกิน เมื่อเรายิ่งกลายเป็นสังคมอุตสาหกรรม และกลายเป็นกองทัพทหารมากขึ้นเรื่อยๆ โดยการนำของบรรดานักคาดเดา

 

ผมได้บอกคุณไปแล้วว่าข้อมูลพวกนี้ใหม่แค่ไหน มันใหม่มากขนาดที่ความรู้ว่าโรคหลายชนิดเกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ เพิ่งมีอายุเพียง ๑๔๐ ปี บ้านที่ผมเป็นเจ้าของอยู่ในซากาโปแน็ก ลองก์ ไอส์แลนด์ (Sagaponack, Long Island) มีอายุมากกว่านั้นเกือบเท่าตัว ผมไม่รู้ว่าคนสร้างเขาอยู่นานจนสร้างเสร็จได้อย่างไร ผมหมายความว่า ทฤษฎีเชื้อจุลินทรีย์เพิ่งมีมาไม่นานนี้เอง สมัยที่พ่อของผมยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ ลุยส์ ปาสเตอร์ ยังมีชีวิตและสร้างความฮือฮาอย่างยิ่ง ยังมีพวกนักคาดเดาผู้มีอำนาจระดับสูงจำนวนมาก ที่โกรธเกรี้ยวผู้คนที่เชื่อลุยส์ ปาสเตอร์ มากกว่าจะเชื่อพวกเขา

 

ถูกต้อง และอิกแนซ เซมเมลไวส์ ก็เชื่อเช่นกันว่าเชื้อจุลินทรีย์ทำให้เกิดโรคได้ เขาต้องตกใจมากเมื่อเขาไปทำงานที่โรงพยาบาลทำคลอดในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ที่พบว่ามารดาหนึ่งในสิบคน ต้องเสียชีวิตจากพิษไข้หลังการคลอด

 

คนเหล่านั้นเป็นคนยากจน พวกคนรวยยังออกลูกกันที่บ้าน เซมเมลไซส์ตรวจสอบกิจวัตรของโรงพยาบาล และเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าพวกแพทย์เป็นผู้นำเชื้อโรคมาสู่คนไข้ เขาสังเกตว่าพวกหมอมักจะทำการตรวจผู้หญิงในแผนกทำคลอด ทันทีที่พวกเขาเพิ่งทำการผ่าศพในห้องดับจิต เขาเสนอการทดลองให้หมอล้างมือก่อนที่จะสัมผัสร่างคนท้อง

 

อะไรจะเป็นการดูถูกมากไปกว่านั้น เขากล้าดีอย่างไรที่จะตั้งข้อเสนอกับคนที่จัดอยู่ในระดับสูงกว่า ในสังคมของเขา เขารู้ตัวว่าเขาไม่ได้เป็นคนพิเศษ เขามาจากที่อื่น ไม่มีเพื่อนฝูงหรือผู้คอยคุ้มครองในหมู่ผู้มีสกุลชาวออสเตรียน แต่การเสียชีวิตของเหล่ามารดาก็ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ และเซมเมลไวส์ ผู้มีสำนึกเรื่องการเข้าสังคมในโลกน้อยกว่าที่คุณหรือผมจะมี ก็ยังคงคะยั้นคะยอให้ผู้ร่วมงานของเขาล้างมือ

 

ในที่สุดพวกเขาก็ยินยอมทำตามคำเสนอ แต่เป็นการยอมแบบล้อเลียน ยอมเพื่อประชดประชัน พวกเขาคงถูสบู่แล้วถูสบู่อีก ขัดแล้วขัดอีก และทำความสะอาดไปถึงใต้เล็บมือ

 

การเสียชีวิตยุติลง–เชื่อไหมล่ะ! การตายหยุดลงแล้ว เขาช่วยชีวิตแม่ๆเหล่านั้นไว้ได้

 

ในภายหลังเราอาจพูดได้ว่าเขาช่วยชีวิตคนนับล้านชีวิต–มีความเป็นไปได้ว่าจะรวมถึงชีวิตคุณและชีวิตผมด้วย เซมเมลไวส์ได้รับคำขอบคุณอะไรจากบรรดาผู้นำทางวิชาชีพของเขา ในสังคมเวียนนา และนักคาดเดาทั้งหลายน่ะหรือ เขาถูกขับไล่ออกจากโรงพยาบาลและออกจากออสเตรีย ทั้งที่เขาช่วยชีวิตประชาชนของประเทศนั้นไว้อย่างเต็มที่ หน้าที่การงานของเขาสิ้นสุดลงในโรงพยาบาลต่างจังหวัด ในประเทศฮังการี ที่นั่นเขาถอดใจจากมนุษยชาติ–นั่นหมายถึงพวกเรา และยุคสมัยแห่งข้อมูลข่าวสารของเรา–และถอดใจจากตัวของเขาเอง

 

วันหนึ่ง ในห้องผ่าศพ เขาหยิบใบมีดของมีดผ่าตัดที่เขาเพิ่งใช้หั่นชิ้นศพ แล้วตั้งใจทิ่มมันลงไปในฝ่ามือของเขาเอง เขาเสียชีวิต ตามที่เขาคาดไว้ จากพิษในเลือด ในเวลาไม่นานนัก

 

นักคาดเดามีอำนาจทั้งหมดเสมอ พวกเขาชนะอีกครั้ง เชื้อจุลินทรีย์จริงๆเสียด้วย บรรดานักเดายังได้เปิดเผยอะไรอีกอย่างเกี่ยวกับพวกเขา ที่เราควรจำไว้ในวันนี้ พวกเขาไม่ได้สนอกสนใจการรักษาชีวิตคนเท่าไรหรอก สิ่งสำคัญสำหรับพวกเขา คือการมีคนฟังเมื่อการคาดเดาดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ไม่ว่ามันจะเป็นการคาดเดาที่งี่เง่าเพียงไรก็ตาม ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่พวกเขาเกลียดชัง นั่นก็คือมนุษย์ผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด

 

ถึงอย่างไรก็จงเป็นคนมีสติปัญญาเถอะครับ ช่วยรักษาชีวิตพวกเราและชีวิตคุณเองด้วย จงเป็นคนมีเกียรติเถิดนะครับ

9 Responses to “ชายผู้ไร้ประเทศ บทที่ ๘”

  1. ไม่รู้ว่าจะรักหรือจะชังมนุษย์ดีในนาทีนี้

  2. ครับลุงเคิร์ท ตอนนี้ลุงอยู่สรวงสวรรค์แล้ว…

  3. กระจ่างอะไรบางอย่างขึ้นเยอะเลย

    พี่คุ่นจะรวมเล่มมั้ยครับนี่

  4. ขอบคุณสำหรับการแนะนำให้รู้จักมนุษย์ที่ดีเพิ่มขึ้นอีกคนครับ หายใจได้ลึกขึ้นอีกหน่อย อากาศไม่ค่อยดีเลย พักนี้

  5. ดีจังที่ไม่เข้าข้างการกระทำที่ผิดของผู้นำประเทศของตัว อ่านแล้วได้อะไรกลับไปคิดต่อยอดอีกเยอะ มุมมืดของคนน่ากลัวจริงๆ
    ถ้ายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงเรา โลกคงมีแต่สันติสุขเนอะท่านคุ่น

  6. เท่าที่ติดตามอ่าน และดูรูปคุณ(ลุง)เคิร์ทมา ครั้งนี้เท่สุด

  7. สมัยก่อน คนที่เป็นผู้นำกลุ่ม คือผู้มีร่างกายกำยำล่ำสันและแข็งแรง ต้องมีการทดสอบพละกำลังกันพอสมควรและต้องชนะการประลองกำลัง

    ยุคถัดมา ผู้นำจะเป็นผู้กล้าหาญที่จะเข้าต่อสู้ช่วงชิง และมีความสามารถในการทำให้คนรัก และศรัทธา ตัวอย่างเช่น กษัตริย์ จักรพรรดิ หรือ คิงส์ หลายนามแต่ความหมายเดียวกัน

    สมัยนี้ คนที่เป็นผู้นำกลุ่ม จะไม่ใช่เช่นนั้นอีกแล้ว พวกเขาจะมีไหวพริบ ฉลาดหลักแหลม และหากมีที่มาเลวร้ายหรือกดดันในชีวิตวัยเยาว์ให้กลายเป็นคนชั่วร้าย ความฉลาดของพวกเขาจะกลายเป็นฉลาดแกมโกง ที่สร้างทุกอย่างให้ตัวเอง ให้ครอบครัว เผื่อแผ่ให้พวกพ้องที่เห็นด้วยกับแนวทางของเขา แต่จะปล้นทุกอย่างไปจากคนส่วนใหญ่

  8. นับถือศาสนาพุทธ แต่ก็ชอบอ่านคำสอนของศาสนาอื่น ๆ ด้วย
    เพื่อนที่นับถือศาสนาคริสต์ และเป็นผู้สอนเกี่ยวกับคำสอนในโบสถ์ได้ให้พระคริสตธรรมคัมภีร์ไว้เล่มนึง ก็ได้เปิดอ่านดูแต่ยังไม่หมดทั้งเล่ม ชอบหลายบท เช่น สุภาษิตอันเกี่ยวกับชีวิตและการประพฤติ ” มีแต่น้อยแต่มีความชอบธรรม ก็ดีกว่ามีรายได้มากด้วยอยุติธรรม คนใจฉลาดเรียกว่าเป็นคนมีความพินิจ และวาจาแช่มชื่นเพิ่มอำนาจการสั่งสอน ปัญญาเป็นน้ำพุแห่ง
    ชีวิตแก่ผู้ที่มีปัญญา แต่ความโง่เป็นการลงโทษแก่คนโง่
    ใจของปราชญ์กระทำให้วาจาของเขาสุขุม เพิ่มอำนาจในการสั่งสอนแก่ริมฝีปากของเขา ถ้อยคำแช่มชื่นเหมือนรวงผึ้ง
    เป็นความหวานแก่วิญญาณจิต และเป็นอนามัยแก่ร่างกาย….”

  9. ขอบคุณสำหรับความคิด จริง ๆเคยเขียนอะไรเล่น ๆไว้สมัยเด็ก ๆ
    ประมาณ ว่า โลกนี้ มีเพียงหนึง ประเทศ แต่แบ่งแยกกันปกครอง
    ยังงัย เราต่างเป็น คน เหมือนกัน จะแบ่งแยกเพื่ออะไร
    จำไม่ค่อยได้แล้ว นานล่ะ

Leave a Reply