การเดินทางของตัวหนังสือไทย และการเดินทางของนักเขียนญี่ปุ่น

Zayuu no Nippon เป็นชื่อหนังสือเล่มล่าสุดของเราที่ออกมาในประเทศญี่ปุ่น (แปลได้ใจความคร่าวๆว่า “ญี่ปุ่นข้างกาย” อะไรทำนองนั้น รู้สึกว่าจะเป็นสำนวนญี่ปุ่น) เล่มนี้ก็คือความเรียงสั้นๆที่พิมพ์รวมเล่มในเมืองไทยเป็น เขียนถึงญี่ปุ่น เมื่อไม่นานนี้ รวบรวมและคัดสรรมาจากคอลัมน์ที่เคยเขียนลงในนิตยสารญี่ปุ่นชื่อ Eye Scream อยู่นานประมาณสามปี ระหว่างที่เขียนลง Eye Scream ถือเป็นประสบการณ์หวานๆขมๆ ผสมงงงวย หวานเพราะได้เขียนงานสม่ำเสมออยู่ในนิตยสารของประเทศที่ชอบ ทั้งๆที่ตัวเองอ่านและเขียนภาษาของเขาไม่ได้ นอกจากนั้นยังเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับคนทำงานศิลปะ ให้ค่าต้นฉบับเท่ากับเขียนให้นิตยสารไทยประมาณสามเล่ม ช่วงนั้นจึงสามารถลดงานของตัวเองลงบ้าง มีเวลาคิดละเอียดขึ้น ด้านขมคือความถี่ที่ความสั้น เขาให้เขียนหน้าเดียว ภาพประกอบ (ทำเอง) ก็กินพื้นที่ครึ่งหน้าเข้าไปแล้ว เหลือที่เขียนเพียงไม่ถึงครึ่ง หนำซ้ำยังต้องเดาเผื่อคุณผู้แปล (คุณโย-โยชิโอกะ โนริฮิโกะ ผู้เป็นต้นแบบของตัวละคร “เคนจิ” ใน “เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล”) ความท้าทายจึงเกิดจาก การต้องเขียนถึงเรื่องที่สามารถสื่อสาระและประเด็นครบถ้วน ภายในหนึ่งหน้ากระดาษ (ปัญหานี้ของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน เคยได้ยินบางคนบ่น “สามบรรทัดยังไม่รู้จะเขียนอะไรเลยเพ่”) พอพยายามสำเร็จเป็นต้นฉบับได้เดือนหนึ่ง จู่ๆเดือนใหม่ก็มาตื้ออีกแล้ว บางครั้งรู้สึกว่ามาเร็วมากจนแทบเขียนไม่ทัน ส่วนความงงงวยเกิดขึ้นเพราะไม่รู้ว่าเมื่อแปลออกมาแล้วเป็นอย่างไร คนอ่านอ่านแล้วรู้สึกอย่างไร มีเสียงตอบรับอะไรบ้าง เคยเจอบรรณาธิการ Eye Scream แล้วถามเขา เขายิ้มแล้วบอกว่า “เสียงตอบรับดี คนอ่านชอบ” คนสงสัยสงสัยอยู่ตั้งนาน คนตอบตอบสั้นมาก
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด คงได้เดินทางไปโปรโมต Zayuu no Nippon ที่โตเกียวราวๆต้นปีหน้า
เมื่อประมาณหนึ่งสัปดาห์ที่แล้ว มีโอกาสได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ทานขนม และเดินเล่นกับคณะของ “น้าบา” โยชิโมโตะ บานานา ในบางกอกของเรานี่เอง น้าบากับคณะ (สามี ลูก และเพื่อนๆ) เดินทางมาพักผ่อนและบำรุงสุขภาพที่เชียงใหม่เป็นส่วนใหญ่ ก่อนกลับแวะมาบางกอก จึงได้ไปเจอ เคยเจอน้าบาครั้งแรกในโตเกียว ที่งานแสดงภาพวาดของตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิตร จำได้ว่าแกดูเงียบๆ ขรึมๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา สงสัยตอนนั้นอากาศจะหนาวจนกล้ามเนื้อตึงเครียด (หรืออาจเป็นเพราะที่ญี่ปุ่นแกเป็นคนดัง อยู่ในที่สาธารณะคงเกร็งๆ) มาเจอกันอีกคราวนี้เหมือนเป็นคนละคน ร่าเริง ตลก เป็นกันเอง สบายๆ ไม่มีฟอร์มของคำว่า “นักเขียน” แม้แต่น้อย กินข้าว (ร้าน The Deck ที่ Arun Residence แถวท่าเตียน) กินขนม (ที่ร้านนมมนต์) เสร็จแล้วตั้มบอกว่าน้าบาอยากไปดูจตุคามรามเทพ! โอ้ ในที่สุดก็หนีไม่พ้น นึกว่าชีวิตนี้คงไม่มีวันได้เข้าใกล้ แต่แล้วก็ต้องพานักเขียนใหญ่ไปเดินดูจตุคามฯ
เดินดูเพลินๆ แถวท่าช้าง โดยมีคุณตั้มนำขบวน คณะไทยของเราต่างก็ไม่มีความรู้ว่าต้องไปดูที่ไหน อย่างไร พอไปถามพี่ยามแถวนั้นว่าไปดูร้านไหนดี แกบอก “เอาของผมมั้ยล่ะ ผมมี ขายให้ถูกๆ” “เท่าไหร่ครับที่ว่าถูก” “ห้าพัน”
อืม…ถูก…หลอก
เลี้ยวไปเลี้ยวมา เดินลึกเข้าไปในตรอกในซอย ไม่นานคณะของน้าบาก็ได้จตุคามรามเทพมาห้อยคอสมใจ ก่อนจากกัน น้าบาบอกว่า “เดี๋ยวถ้าจตุคามฯช่วยให้รวยแล้วจะเอามาแบ่งนะจ๊ะ”

Filed under: Uncategorized
สุดยอด มีไปดูจตุคามฯด้วย
Such a drop dead interesting journey, Ja-Tu-Kam, O-shay……………………………………
And your opportunity to write for Japaneser, what a cool! Well, wish you have yourself a sentimental promo-book-tour then…
: )
Rotate Clockwise.-
เราคิดว่าคนญี่ปุ่นน่าจะชอบผลงานของพี่คุ่นนะ
เอาแค่ การที่มีชาวต่างชาติมาแสดงมุมมองต่อประเทศเรา พื้นฐานแค่นี้ก็น่าสนใจแล้วนะ (มั้ง)
พี่คุ่นเคยอ่านคอลัมน์ ทีมปลาดิบ (teampladib) ใน A Day ไหม ตอนนี้คงไม่มีแล้ว แต่มีรวมเล่มขาย
คนเขียนเป็นชาวญี่ปุ่น ที่มาอยู่ประเทศไทย ชื่อ เรียวตะ ซูซูกิ เขียนถึงคนไทย สังคมไทย ได้น่าสนใจ สนุกดี ช่างสังเกตมาก หลายเรื่องในสังคมเรา เราเจอทุกวัน เราชินกับมัน เรามองข้ามไป ต้องอาศัยต่างชาติมาสะกิด
คงเหมือนที่พี่คุ่นเขียนถึงสถานีรถไฟในโตเกียว เขียนจนอยากไปถูกเบียด (ต้องพกยาดมไปด้วยเผื่อโชคร้าย) คนญี่ปุ่นอ่านเค้าคงร้อง เอ้ออออ……อื้มมมมม นึกไม่ถึงแฮะ (ขนาดนั่งทุกวัน)
ยังอ่านไม่จบเลย ขอตัวไปอ่านต่อ
ตกลงได้มาในราคาเท่าไหร่ครับ
ผมเคยซื้อเสื้อเชิ๊ตปักลายจตุคามฝากคนที่นี่
คนขายแถมให้เลยสองหน่วย(ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี)
The Deck เป็นร้านเล็กๆที่วิวดีและอร่อยมาก..เห็นด้วยมั้ยพี่
แต่ว่า”หนังสือเขียนถึงญี่ปุ่น”ของพี่หาซื้อยากนะไม่ค่อยเห็น
แนะนำร้านไหนที่มีชัวร์ๆมั้ยพี่..คือไม่ชอบสั่งซื้อทางโทรศัพท์
หรืออีเมลนะ่ ไม่รู้เป็นไง…
ตกลงเราก็ไม่รู้ว่าเค้าได้กันมาในราคาเท่าไหร่นะ
ไม่ค่อยได้ตั้งใจฟัง เราได้แต่เดินวนไปวนมารอบๆ
เขียนถึงญี่ปุ่น เห็นคนบ่นว่าหาไม่ค่อยได้เยอะ
ไม่รู้จะทำอย่างไรครับ กับการวางไม่ค่อยทั่วถึง
ความจริงถ้าไปร้านนายอินทร์น่าจะมีนะ
พึ่งได้รู้ว่าต้นแบบของเคนจิคือใคร
ขอให้เป็นการเดินทางโปรโมตที่ดีนะคะ
ปกสวยอีกแล้ว ขอให้ขายดีๆ นะคะ
แล้วก็ในที่สุดก็สอบเสร็จแล้ว งานที่สัญญากันไว้จะเริ่มทำแล้วค่าาา (ซะที)
ขอให้เดินทาง ไปโปรโมทหนังสือ พบเจอแต่ เรื่องดีๆนะคะ
อ่านแล้ว ก้อขำ เพราะ เราก้อ เจอ เหตุการณ์เช่นเดียวกัน
คือเพื่อนที่เป็นชาวสิงคโปร์ เค้ามาเมืองไทย อยู่ๆก้อถามถึง พระเครื่อง ขึ้นมา ซึ่ง ที่ดังที่สุดก้อคงหนีไม่พ้น จตุครามฯ
แต่เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระเครื่องเลย ถ้าจะพาไปก้อคงต้องพาไปที่เดียวกับที่คุณคุ้น พาไปนั่นแหล่ะค่ะ เฮ้อ เมืองไทย ก้อ ดังแต่ เรื่องนี้ล่ะมั๊ง
ปกคนละอารมณ์กับที่พิมพ์ภาษาไทยเลย
ชอบหน้าปกเล่มนี้มากกว่า
—
ดีใจที่มีหนังสือไว้ในครอบครองแล้ว
ไม่ได้ไปตามหา
แต่มันเจอ…ซะยังงั้น
ยินดีด้วยครับ ชื่นชมๆ
เราเพิ่งกลับมาจากญีปุ่นค่ะ
แอบเหมางานเขียนฉบับภาษาญี่ปุ่นของคุณบานานามาด้วย
(อ่านไม่ออก แต่ก็อยากซื้อเก็บไว้)
เล่มล่าสุดคือ ฮิโตะคะเกะ
หน้าปกเป็นการ์ตูนของคุณตั้มหรือเปล่า คุ้นมากๆ
ป.ล. หนังสือที่ญีปุ่น ราคาก็ไม่แพงนะคะ เราซื้อคิทเช่น ราคาเล่มละ 400 เยน ร้านหนังสือต่างจังหวัดที่ญี่ปุ่น ใหญ่มากๆ
หนังสือเพียบ เห็นแล้วจะเป็นลม
สวยกว่าปกไทยจริงๆด้วย แหะๆ
มีหนังสือเล่มนี้เวอร์ชั่นไทยของพี่คุ่นไว้ในครอบครองแล้วครับ อ่านเพลินมากๆ เลยครับ ซื้อมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤศจิกาแล้ว
ไปเดินเล่นอยู่ที่ร้านคิโนะคูนิยะ พอเห็นปุ๊บ แล้วก็ซื้อปั๊บ แบบแทบไม่ต้องคิดเลย
แวะมาชมครับ